''ไม่มีปัญหาอะไรในโลกนี้ที่แก้ไม่ได้'' ดร. พิชิต อัคราทิตย์

''ไม่มีปัญหาอะไรในโลกนี้ที่แก้ไม่ได้'' ดร. พิชิต อัคราทิตย์

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ถ้าพูดถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการหาเงินและการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด คนส่วนใหญ่น่าจะนึกถึง ตลาดทุน หรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) และชื่อ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด(มหาชน) หรือ MFC สถาบันการเงินที่เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐ กับเอกชน ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2518 ย่อมเป็นที่รู้จักกันดี เพราะตั้งก่อน ตลท. เกิดหกเดือนเพื่อทำหน้าที่ผู้ซื้อผู้ขายให้เกิดสภาพคล่องใน ตลท. รวมทั้งระดมเงินจากประชาชนเพื่อพัฒนาตลาดทุนไทย.

และปัจจุบัน ยังเป็น 1 ใน 3 ของกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในไทย ที่บริหารสินทรัพย์และมีมูลค่าหลักทรัพย์ขนาด 220,000 ล้านบาท ด้วยเหตุที่ว่า เกี่ยวข้องกับโครงการรัฐ จึงเป็นรายแรกๆที่ตั้งกองทุนหลากหลาย อาทิ Thailand Equity Fund, Target Fund, กองทุนวายุภักดิ์ ฯลฯ และเป็นกองทุนรายแรกที่ไปลงทุนในต่างประเทศ

เมื่อเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญและดำเนินธุรกิจมายาวนานควบคู่กับตลท. ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายฤดูจึงถูกจับตามอง และยังถือเป็นองค์กรต้นแบบในเรื่องหลักการบริหาร เราเป็นบริษัทจัดการกองทุนรวมรายเดียวที่จดทะเบียนใน ตลท. ที่เน้นความโปร่งใส ในด้านข้อมูลต่างๆและสามารถตรวจสอบได้ในทุกอณู

ดร.พิชิต อัคราทิตย์ กรรมการผู้จัดการ MFC ที่บริหารงานมากว่า 6 ปี กล่าวและเน้นย้ำว่า การทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงินของคนอื่น ความซื่อสัตย์ สุจริตและการดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย ถือ เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่สุด เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเจ้าของเงิน

ในขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้ก้าวทันไปกับโลกของการลงทุน ทุกวันนี้ผมเองก็ยังต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา และหลากหลายมากรวมทั้งการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎระเบียบและการพยายามรักษาผลประโยชน์ของเจ้าของเงินให้มากที่สุด ซึ่งได้สร้างเป็นวัฒนธรรมองค์กร ที่เรียกว่า Compliance Culture ตั้งแต่เข้ามาร่วมงานที่ MFC

ส่วนหลักคิดที่นำมาใช้ในการบริหาร ดร. พิชิต เผยว่า หลักศาสนาก็เป็นอันหนึ่งซึ่งโชคดีที่ มีโอกาสได้ศึกษาธรรมะของท่านพุทธทาสและชอบฝึกทำสมาธิ รวมทั้งสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ ผมเชื่อว่า ไม่มีปัญหาอะไรในโลกนี้ที่แก้ไม่ได้ และถ้าเรามั่นใจว่าเรายืนอยู่ในที่ที่ถูกต้องและทำในสิ่งที่ถูกต้องอย่างดีที่สุดแล้ว ถึงจุดหนึ่งจะรู้สึกเบา ไม่ยึดติด

อดีตนักศึกษาที่สนใจเรียนเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย ไปจนถึงปริญญาโทบริหารธุรกิจ และระดับด็อกเตอร์ด้านเศรษฐศาสตร์จากสหรัฐอเมริกา และอดีตผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(กลต.) นาน 10 ปี เล่าว่า ข้อคิดนี้ได้มาตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาเอก ซึ่งได้เรียนรู้ช่วงที่ชีวิตถึงจุดที่ไม่รู้ว่าจะเรียนต่อจบหรือไม่จบ จนมาถึงจุดที่ต้องตัดสินด้วยชะตากรรม เมื่อถึงจุดนั้นแล้วถามตัวเองว่า ทำดีที่สุดแล้วหรือยัง ถ้าได้สู้อย่างดีที่สุดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นก็แล้วแต่โชคชะตาเพราะเราทำอะไรไม่ได้ดีไปกว่านี้

คือ ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่อายใครเพราะเราได้ทำดีที่สุดแล้ว และที่สำคัญที่สุด ไม่รู้สึกอายตัวเอง

ซึ่งการได้เผชิญหรือผ่านจุดแบบนี้มาแล้วทำให้รู้วิธีควบคุมตัวเอง รู้ว่า ตัวเองอยู่ตรงไหนและทำได้แค่ไหน สิ่งนี้เขายังนำมาบอกกับลูกน้องเสมอ ว่า เวลาทำงานแล้วมีอุปสรรคต้องทำให้ถึงที่สุด ไม่ต่างกับ การขึ้นเวทีไปแล้ว ต้องชกให้สมศักดิ์ศรี

ผมเชื่อว่าไม่มีใครจะมาลงโทษตัวเราให้เราเสียใจเท่าตัวเราเอง ถ้าคนเรารู้สึกว่าตัวเองผิด มันจะรุนแรงยิ่งกว่าคนอื่นว่าเราผิด และเราไม่คิดว่าตัวเองผิด

ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารที่นำพา MFC ก้าวมาถึงวันนี้อายุครบ 34 ปี ดร. พิชิต มองว่า วันนี้ MFC อยู่ในระดับแถวหน้าของเมืองไทย ใกล้เคียงสิ่งที่อยากเห็น ทั้งในเรื่องความโปร่งใส ธรรมาภิบาล ระบบการทำงาน เทคโนโลยีที่มีอยู่ รวมไปถึงความสามารถในการทำงาน แต่ก็ยังไม่ถึงที่สุด เพราะยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก

หนึ่งในสิ่งที่เป็นเป้าหมายและงานที่ท้าทายจากนี้ไป เขามองไปที่การทำให้อุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยเข้าสู่ สากล ซึ่งตอนนี้แม้ MFC จะเป็นกองทุนเดียวที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศโดยตัวเอง แต่ก็ยังไม่เคยทำ fund raising ในต่างแดนและลงทุนในต่างแดนด้วย จึงวางวิสัยทัศน์ที่จะเป็นบริษัทจัดการบริหารความมั่งคั่งชั้นนำในระดับภูมิภาคภายในปี 2555 ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมกองทุนรวมของไทยก้าวไปอีกระดับหนึ่ง และยังช่วยลดข้อจำกัดในเรื่องการแข่งขันกันเองในประเทศ แม้จะใม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็คิดว่าเรามีสิทธิ์จะฝัน เมื่อถึงจังหวะที่พอเหมาะก็อาจจะเกิดได้

เมื่อผ่านประสบการณ์มายาวนานย่อมต้องมีข้อแนะนำถึงคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะคนที่ทำหน้าที่ดูแล ทรัพย์สิน เงินทองของคนอื่น ดร. พิชิตย้ำว่าสิ่งสำคัญต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต มีความรับผิดชอบ และมีวินัยทางการเงินที่ดีมากๆ ขณะเดียวกันก็ต้องใฝ่แสวงหาความรู้อยู่เสมอในงานที่ทำไปพร้อมๆกันด้วย และให้ข้อคิดว่าการเป็นคนดีด้วยการทำให้ถูกต้อง โปร่งใสจะคุ้มครองเราได้

ไม่มีผู้บริหารที่ไหนตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุด บางครั้งจึงต้องตัดสินใจโดยใช้ gut feeling และเมื่อได้ตัดสินใจไปแล้วต้องตอบได้ว่า ทำไมถึงตัดสินใจอย่างนั้น

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล