ภาวะตลาดหุ้นรายวัน - บล.เคจีไอ

กระแสหุ้นออนไลน์

สนับสนุนเนื้อหา

บวกต่อ ไม่ตามหุ้นหลัก เน้นกลุ่มท่องเที่ยว-กลุ่มบ้านเป็นสำคัญ   KGI คาดว่าตลาดหุ้นไทยวันจันทร์ปรับขึ้นต่อ แนวต้าน 1,290 จุด มีปัจจัยบวกที่หนุนตลาดหุ้นได้แก่ i) นักการเมืองสหรัฐฯ คนสำคัญอย่างจอห์น โบห์เนอร์ ผู้นำสภาล่างและเป็นคู่กัดกับโอบามาตลอดตั้งแต่ประเด็นของ debt ceiling เมื่อ 2 ปีก่อน กล่าวว่ามีพัฒนาการที่ดีในการเจรจาปัญหาการคลัง ขณะที่ รมว.คลังสหรัฐฯ ก็ให้ความเห็นไปในทางเดียวกัน อันที่จริงเรายังเชื่อความเห็นของนักการเมืองสหรัฐฯ ในขณะนี้ไม่ได้ แต่ในอีกทางหนึ่งตลาดหุ้นโลกได้รับรู้ความเสี่ยงจากประเด็นนี้ไปบ้างแล้ว ส่งผลให้หุ้นอาจปรับขึ้นบ้าง ii) ต่างชาติขายสุทธิน้อยลงวันละเล็กละน้อย ขณะที่สถาบันเร่งการซื้อมากขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมา และ KGI คาดว่าทิศทางดังกล่าวจะมีต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ ด้านปัจจัยในประเทศ สภาพัฒน์ฯ จะรายงานจีดีพีไตรมาส 3/55 เช้าวันนี้ นักเศรษฐศาสตร์ KGI คาดโต 3.5% YoY ก่อนโตสูงมากในไตรมาส 4 แต่เกิดจากฐานต่ำช่วงน้ำท่วม ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญได้แก่การประชุม EcoFin ของยุโรปในวันที่ 20 พ.ย. ว่าด้วยการพิจารณาให้เงินช่วยเหลือกรีซ ซึ่งเราคงมุมมองว่ากรีซจะได้เงินช่วยเหลือในที่สุด แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้รับทันทีในการประชุมครั้งนี้หรือไม่   กลยุทธ์: แม้ว่า SET สัปดาห์นี้น่าจะดูดีขึ้นกว่าสัปดาห์ที่แล้ว แต่ด้วยความไม่แน่นอนของปัญหาการคลังในสหรัฐฯ ซึ่งที่จริงแล้วยังไม่มีพัฒนาการจริงๆ จัง น่าจะทำให้หุ้นหลักๆ ซื้อขายด้วยความผันผวนสูงต่อไป พอร์ตระยะสั้นๆ 1-2 สัปดาห์จึงยังให้เน้นหุ้นมีประเด็นเฉพาะ เช่นกลุ่มการท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งแนวโน้มกำไรแข็งแกร่งในไตรมาส 4 เช่น AOT*, CENTEL รวมทั้งหุ้น CPN* ซึ่งได้ประโยชน์ในช่วงท่องเที่ยวเช่นกัน รวมทั้งกลุ่มบ้านและที่ดินตัวที่กำไรน่าจะแกร่งในไตรมาส 4 เช่น PS* และ SIRI ทั้งนี้หุ้นบ้านยังได้ประโยชน์หาก กนง. ลดดอดเบี้ยต่อตามที่เราคาด ส่วนพอร์ตถือถึงปลายปี แนะเก็บเพิ่ม PTTGC*, SCB*, KTB* ซึ่งน่าจะได้ประโยชน์จากแรงซื้อสถาบัน   ความเห็นข่าวเด่นจากสถาบันวิจัยฯ คาด 3Q12 GDP ขยายตัวชะลอตัวเหลือ 0.6%QoQ จาก 3.3%QoQ ใน 2Q12 จากการสำรวจของ Dow Jones Newswires นักเศรษฐศาสตร์ คาดว่า GDP ไทย ไตรมาสที่ 3 จะขยายตัว 0.6% QoQ และ 3.0% YoY ชะลอตัวลงจากไตรมาสที่ 2 เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง การฟื้นตัวจากภาวะน้ำท่วมปีก่อนล่าช้า และในปี 2555 GDP จะขยายตัว 5.3% (Aspen) เราคาดว่า GDP ของไทยในไตรมาสที่ 3/55 น่าจะขยายตัวได้ 3.5% YoY ส่วนใหญ่มาจากการขยายตัวการลงทุนภาคเอกชนจากการซ่อมแซมความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมปีที่แล้ว และการบริโภคภาคเอกชน การส่งออกสินค้าและบริการสุทธิจะหดตัวลงอย่างมากจากอุปสงค์ในต่างประเทศที่แย่ลงจากปัญหาวิกฤติหนี้ในยุโรป ขณะที่การเปลี่ยนแปลงของปริมาณสต๊อกอาจจะไม่ได้ส่งผลบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจเหมือนไตรมาสที่ 2/55 เนื่องจากสต๊อกทองแท่งลดลงหลังจากผู้ค้าทองขายทองคำออกมาเมื่อราคาทองปรับขึ้นและไม่มีผลผลิตนาปีที่จะออกมาในช่วงไตรมาสที่ 4 ดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรม ดัชนีการบริโภคภาคเอกชน และดัชนีการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสที่ 4/55 มีแนวโน้มหดตัวลงเทียบกับเดือนก่อนหน้าและไตรมาสก่อนหน้า บวกกับการชะลอตัวของอัตราการขยายตัวของ GDP ในไตรมาสที่ 3/55 จะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในการประชุมวันที่ 28 พฤศจิกายน เหลือ 2.50% ขณะที่แรงส่งต่อการขยายตัวเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องทั้งในระดับรายเดือนและรายไตรมาสไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2556 ซึ่งอาจจะเป็นปัจจัยที่กดดันให้ธปท. ต้องลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ภายในไตรมาสที่ 1/56 เหลือ 2.25% โดยเราคาดว่า GDP ในปี 2555 จะขยายตัวใกล้เคียงกับขอบล่างของประมาณการของเราในปีนี้ที่ 5.3-5.8% และ 4.0-4.5% ในปีหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไม่มาก ปิดโอกาสที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปี 2556 ยอดส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอช่วง 10 เดือนแรกของปี 2555 รวมเท่ากับ 8.62 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 94.1% จาก 4.44 แสนล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เป็นการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศจำนวน 4.66 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากยอดส่งเสริมฯ ดังกล่าวทำให้ BOI เชื่อมั่นว่ายอดรวมการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2555 จะอยู่ที่ประมาณ 9.0 แสนล้านบาท ซึ่งจากการประกาศยอดส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอนี้ แสดงถึงแนวโน้มการลงทุนในประเทศไทยที่แข็งแกร่งแม้จะมีความกังวลการวิกฤติเศรษฐกิจในยุโรป และอเมริกา ซึ่งผู้ประกอบการนิคมต่างๆ น่าจะได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของความต้องการที่ดินเพื่ออุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันเราชอบ HEMRAJ เนื่องจากความเป็นผู้นำในธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรม และความหลากหลายของธุรกิจที่ยังคงเกี่ยวข้องกับการพัฒนานิคมฯ เราคาดว่าบริษัทฯ จะสามารถรายงานสถิติสูงสุดของยอดขายที่ดินใหม่ในปีนี้ ที่คาดว่าจะสูงกว่า 2,300 ไร่ และเราคาดการผลการดำเนินงานจะเติบโต 316% ในปี 2555 และ 41% ในปี 2556 ปัจจุบันเราแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมายปี 2556 ที่ 3.80 บาทต่อหุ้น TBANK (51% ถือโดย TCAP*) ได้จัดชั้นเงินกู้ที่ให้กับ SSI เป็น NPL ภายหลังจากที่ TBANK ปฏิเสธการขอเปลี่ยนสถานะเงินกู้ของ SSI จาก เงินทุนหมุนเวียน เป็นเงินกู้ระยะยาว ทั้งนี้ TBANK ได้กันสำรอง 100% สำหรับเงินกู้ก้อนนี้ไปแล้วในไตรมาส 3/55 สำหรับธนาคารอื่นๆ ที่ปล่อยกู้ให้กับ SSI ซึ่งได้แก่ SCB* TISCO* และ KTB* นั้น ได้ตกลงทำการเปลี่ยนแปลงสถานะเงินกู้ที่ปล่อยให้กับ SSI ให้เป็นเงินกู้ระยะยาว และสถานะเงินกู้ของ SSI ที่ธนาคารเหล่านี้ ยังเป็น เงินกู้ปกติอยู่  SCB เชื่อ แม้ในระยะสั้น ผลการดำเนินงานของ SSI น่าจะยังไม่ฟื้นตัว แต่ในระยะยาว บริษัทฯ น่าจะดีขึ้น และทำให้สามารถจ่ายคืนหนี้ได้ตามปกติ เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ SCB และ TISCO และแนะนำ ถือ  TCAP HMPRO* การันตียอดขายปีนี้โตมากกว่า 15% มองกำลังซื้อไตรมาส 4 ดี ล่าสุดทุ่มงบ 120 ล้านบาท จัดงาน “โฮมโปร เอ็กซ์โป” ครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 16-25 พ.ย. 2555 ตั้งเป้ากวาดยอดขาย 650 ล้านบาท (ข่าวหุ้น) นายคุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO กล่าวว่า ปีนี้บริษัทน่าจะมียอดขายมากกว่า 15% จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากในช่วง 9 เดือนแรกบริษัทมียอดขายเติบโตแล้วประมาณ 20% ขณะที่ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายเติบโตเฉลี่ยประมาณ 17% ส่วนปีหน้า (ปี 2556) บริษัทยังคงเป้าหมายยอดขายเติบโต 15% จากปีก่อน โดยจะมีการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีการขยายสาขาไม่ต่ำกว่าปีนี้ที่มีการขยายเพิ่ม 8 สาขา งบลงทุนประมาณ 400 ล้านบาทต่อสาขา SCCC เข้าซื้อธุรกิจผลิตภัณฑ์มวลเบาจาก SUPER มูลค่า 480 ลบ. (อินโฟเควสท์) บมจ. ปูนซีเมนต์นครหลวง(SCCC)แจ้งว่า บริษัทได้ตัดสินใจให้ บริษัท อินทรี ซุปเปอร์บล๊อก จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทเข้าทำรายการซื้อขายทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบธุรกิจผลิตภัณฑ์คอนกรีตมวลเบาจาก บมจ.ซุปเปอร์บล๊อก(SUPER)และบริษัท ซุปเปอร์บล๊อก เซาท์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SUPER ในราคารวม 480 ล้านบาท โดยจะลงนามในสัญญาซื้อขายทรัพย์สินภายในวันที่ 30 พ.ย. 2555 การซื้อขายทรัพย์สินจะกระทำเมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนต่างๆ ที่จะระบุไว้ในสัญญาซื้อทรัพย์สินดังกล่าวสำเร็จลง โดยบริษัทคาดว่าการเข้าซื้อทรัพย์สินจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 1/56 ภายหลังจากการซื้อขายทรัพย์สิน ผู้ขายจะไม่ประกอบธุรกิจใด ๆ ที่เกี่ยวกับการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตมวลเบาอีกต่อไป   โดย บมจ.หลักทรัพย์ เคจีไอ(ประเทศไทย) ประจำวันที่ 19 พ.ย. 2555