ชิมช้อปใช้ 3 วันแรกเงินสะพัด 294 ล้านบาท คลังนอนยันแอปฯ “เป๋าตัง-ถุงเงิน” ไม่ล่ม!

ชิมช้อปใช้ 3 วันแรกเงินสะพัด 294 ล้านบาท คลังนอนยันแอปฯ “เป๋าตัง-ถุงเงิน” ไม่ล่ม!
S! Money (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วง 8 วันแรกมีผู้ลงทะเบียนรับสิทธิ์มาตรการ “ชิมช้อปใช้” เต็มตามโควตา 1 ล้านรายทุกวัน เฉลี่ยใช้เวลาหลังเที่ยงคืน 3 ชั่วโมง ระบบใช้เวลาตรวจสอบ 3 วันทำการ (ไม่นับวันหยุด)

เมื่อได้รับ SMS แจ้งสิทธิ์และยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” แล้วสามารถใช้สิทธิ์ได้ในวันถัดไป พร้อมยอมรับว่าระบบการสมัครยืนยันตัวตนค่อนข้างยุ่งยากซ้ำซ้อน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการสวมสิทธิ์ และหากสแกนใบหน้า 3 ครั้งแล้วยังใช้งานไม่ได้ ให้เดินทางไปยืนยันตัวตนที่สาขาของธนาคารกรุงไทย  

10นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง

การใช้งานแอปพลิเคชัน ถุงเงินและ เป๋าตังขอให้เปิด location ทุกครั้ง เพื่อยืนยันตัวตนว่าได้ใช้สิทธิ์ในต่างจังหวัดที่เลือกลงทะเบียนไว้  สำหรับผู้ลงทะเบียน เมื่อได้รับ SMS ว่าลงทะเบียนไม่ผ่าน สามารถกลับมาลงทะเบียนใหม่อีกรอบได้ เพราะไม่ได้ปิดกั้น เนื่องจากลงทะเบียนตรงกับทะเบียนบ้าน หรือผิดเงื่อนไขที่กำหนด การลงทะเบียนยังไม่สิ้นสุด เพราะการลงทะเบียนในแต่ละวัน เมื่อทำการตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว มีผู้ไม่ผ่านการตรวจสอบ 2-3 แสนราย ผู้ไม่ผ่านจึงกลับมาลงทะเบียนได้อีกรอบ  นายลวรณ กล่าว

สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 23 - 26 กันยายน 2562 มีผู้ได้รับ SMS ยืนยันสิทธิ์ 3,115,449 ราย  เริ่มใช้จ่ายวันแรกวันที่ 27 -29 กันยายน 2562 รวม 3 วัน มีผู้เริ่มไปใช้สิทธิ์แล้ว 370,523 ราย มียอดการใช้จ่าย 294 ล้านบาท โดยสามารถแบ่งสัดส่วนได้ดังนี้

  • ยอดเงินใช้จ่าย 148 ล้านบาท (คิดเป็น 50%) ใช้จ่ายกับร้านค้าประเภท “ช้อป” กลุ่ม OTOP, ร้านวิสาหกิจชุมชุน และร้านธงฟ้าประชารัฐ
  • ยอดเงินใช้จ่าย 60 ล้านบาท ใช้จ่ายกับร้านค้าประเภท “ชิม” ร้านอาหารและเครื่องดื่ม
  • ยอดเงินใช้จ่าย 7 ล้านบาท ใช้จ่ายกับร้านค้าประเภท “ใช้” โรงแรม โฮมสเตย์ และสาขาที่เกี่ยวข้องกับบริการท่องเที่ยว

ส่วนการซื้อสินค้าในร้านค้าทั่วไป หรือห้างสรรพสินค้า มียอดใช้จ่าย  79 ล้านบาท ถือว่าการใช้เงินสำหรับชิมช้อปใช้ ส่วนใหญ่กระจายไปยังร้านค้ารายย่อย เนื่องจากกำหนดให้ชำระเงินด้วยแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” กระเป๋า 1 วงเงิน 1,000 บาท จากรัฐบาลได้รับเงินโอนเข้าบัญชีของร้านค้าไม่เกินเวลา 21.00 น. ของวันทำการถัดไป ส่วนกระเป๋า ช่อง 2 เป็นจำนวนเงินประชาชนเติมเข้ามาเองโอนเข้าบัญชีของร้านค้าในวันถัดไปไม่เกินเวลา 6.30 น. ของทุกวัน

โฆษกกระทรวงการคลัง ย้ำว่า ระบบการชำระเงินระหว่าง “ถุงเงิน” และ “เป๋าตัง” สามารถใช้งานได้ปกติ ไม่มีปัญหาระบบล่ม ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในโซเชียล แต่ปัญหาการต่อคิวยาวเพื่อชำระเงินในห้างสรรพสินค้า กำหนดเงื่อนไขการลงทะเบียนร้านค้า “ถุงเงิน” 1 ร้านค้า หรือ บริษัท ห้างสรรพสินค้า 1 แห่ง เลือกพื้นที่บริการชำระเงินรวมกัน  20 จุด ภายใน 1 จังหวัด และเลือกได้เพียงจังหวัดเดียวเท่านั้น

หากร้านเอกชนเลือกจุดขายสินค้า ทั้ง 20 สาขา จึงมีจุดชำระเงินได้เพียง 1 จุด จึงมีปัญหาการชำระเงินต่อแถวยาว ห้างสรรพสินค้า หรือร้านเอกชนขนาดใหญ่ จึงต้องบริหารจัดการรองรับการชำระเงินของลูกค้าให้สะดวกมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม เจตนาของรัฐบาลต้องการอำนวยความสะดวก ให้ร้านกลุ่ม “ชิมช้อปใช้” เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังเศรษฐกิจฐานรากให้ได้มากที่สุด  สำหรับร้านค้าขนาดใหญ่ ควรลดจำนวนสาขาร่วมโครงการ และปรับเพิ่มจุดรับชำระเงินให้เพียงพอ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ เพราะสามารถปรับเปลี่ยนได้ ส่วนร้านอาหารใน จ.ยะลา เจ้าหน้าที่ ธงกรุงไทย ได้เข้าไปทำความเข้าใจแล้ว คาดว่าคงตัดสินใจร่วมโครงการเหมือนเดิมหลังจากยังเข้าใจคลาดเคลื่อน นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตัดสิทธิ์ร้านค้าที่ขายสินค้าผิดวัตถุประสงค์ หรือรับแลกเงินสด จำนวน 350 ร้านค้า จึงขอความร่วมมือร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการปฏิบัติให้ถูกต้อง เพราะประชาชนกำลังโหลดแอ็ปเป๋าตัง เพื่อออกไปใช้จ่ายเงิน นับเป็นการเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าเพิ่มขึ้น