ธอส.ยืดโครงการบ้านหลังแรก ลากอีก 6 เดือนถึงสิ้นมี.ค.56 ไม่ถึง1ล้านรับดบ.0%3ปี

ธอส.ยืดโครงการบ้านหลังแรก ลากอีก 6 เดือนถึงสิ้นมี.ค.56 ไม่ถึง1ล้านรับดบ.0%3ปี
Matichon

สนับสนุนเนื้อหา

ธอส.ขยายโครงการบ้านหลังแรกออกไปอีก 6 เดือน เหตุความต้องการยังเยอะ ยืนเงื่อนไขเดิม ดอกเบี้ย 0% 3 ปี ยันไม่ปรับมูลค่าบ้านเพิ่มจาก 1 ล้านบาท รอชงคลังเสนอ ครม.เห็นชอบ

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 20 กันยายนที่ผ่านมา

มีมติให้ขยายระยะเวลาโครงการบ้านหลังแรกออกไปอีก 6 เดือน คือ ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2556 จากที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายนนี้ และต้องโอนภายในวันที่ 31 ธันวาคมปีนี้

ภายใต้เงื่อนไขเดิมคือมูลค่าบ้านไม่เกิน 1 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 3 ปี เพราะส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท รัฐบาลต้องการให้ไปใช้สิทธิทางภาษี เพื่อคนจะได้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านที่มีมูลค่าสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท และจะได้รับสิทธิภาษี 10% หรือสูงสุดไม่เกิน 5 แสนบาท

นายวรวิทย์กล่าวว่า วันที่ 24 กันยายน ธนาคารจะเสนอเรื่องไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป คาดว่าน่าจะเสนอภายใน 2 สัปดาห์นี้

เพราะยังมีประชาชนอีกมากที่ยังต้องการเข้าโครงการ แต่บ้านส่วนใหญ่ถูกน้ำท่วมช่วงปลายปี 2554 กว่าจะสร้างเสร็จต้องใช้เวลา ทำให้ขณะนี้มียอดผู้มาเข้าร่วมโครงการประมาณ 5.8 พันล้านบาท

และเมื่อปิดโครงการน่าจะถึง 7 พันล้านบาท เมื่อรวมกับการโอนถึงสิ้นปีนี้ยอดน่าจะถึง 7.5 พันล้านบาท แต่ธนาคารตั้งเป้าหมายโครงการไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาท จากโครงการรวมทั้งสิ้น 2 หมื่นล้านบาท

สำหรับโครงการสินเชื่อบ้าน ธอส.-ธปท.เพื่อผู้ประสบภัย นายวรวิทย์กล่าวว่า ธนาคารได้ยื่นเสนอขอวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เพิ่มเติมจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อีก 1 หมื่นล้านบาท

แต่เท่าที่ทราบขณะนี้วงเงิน 3 แสนล้านบาท ของ ธปท.ได้จัดสรรให้สถาบันการเงินหมดแล้วและไม่มีรายใดส่งคืนกลับมา ดังนั้น จะไม่มีโครงการดังกล่าวเพิ่มเติมอีก ส่วนที่ดำเนินการไปแล้วคาดว่าประมาณ 1-2 เดือน ผู้ยื่นขอกู้จะได้สินเชื่อเกือบหมด จากวงเงินรวม 2.9 หมื่นล้านบาท


นายวรวิทย์กล่าวถึงช่วง 2 ปีของการเป็นกรรมการผู้จัดการ ธอส.ว่า สามารถเพิ่มสินทรัพย์ของธนาคารจาก 6.7 แสนล้านบาท เป็น 7.2 แสนล้านบาท มีการเพิ่มจำนวนสาขาจาก 120 แห่งเป็น 160 แห่ง

และสิ้นปีนี้น่าจะถึง 185 แห่งได้ ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเอ็นพีแอลที่ไม่รวมหนี้ส่วนต่างจาก 8.5% ช่วงเข้ามารับตำแหน่งปีที่แล้วลดเหลือ 7.12%

และปีนี้เหลือเพียง 6.8% ขณะที่กำไรสุทธิสิ้นปีนี้คาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 8 พันล้านบาท จากปี 2554 มีกำไรสุทธิ 6.99 พันล้านบาท ทั้งที่ธนาคารสูญเสียรายได้ไป 1.5 พันล้านบาท จากมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมด้วยการงดชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 6 เดือน รวม 1.2 แสนบัญชี คิดเป็นเงินสินเชื่อ 7 หมื่นล้าบาท