ธปท.อ้างจุดยืน ไม่ฝืนกลไกแทรกค่าเงิน ขัดใจ....ธุรกิจอยากเห็น''บาทอ่อน''
เพราะไม่ว่าค่าเงินจะแข็งค่าหรืออ่อนค่า มีทั้งกลุ่มที่เสียประโยชน์และได้ประโยชน์
ทั้งสิ้น คำถามจึงอยู่ที่ผู้ดูแลนโยบายจะบริหารสมดุลระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับเสียประโยชน์ในเรื่องนี้อย่างไร
*****ธุรกิจอยากเห็น36-40บ./ดอลล์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันเสียงเรียกร้องจากนักธุรกิจและผู้ส่งออก
ที่อยากเห็น บาทอ่อน ดังขึ้นเรื่อยๆ และพร้อมใจกันตั้งคำถามใส่ รัฐบาล และ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ในฐานะผู้ดูแลนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน
ไม่ใช่แค่กลุ่มที่ถูกกระทบโดยตรง เช่น นักธุรกิจ ผู้ส่งออก แต่รวมไปถึงนักเศรษฐศาสตร์ ฝ่ายค้าน ที่มักออกมาแสดงความเห็นในเรื่องนี้ ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ค่าเงินเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้เช่นกัน
ปัจจัยหลักที่เป็นแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่า ประกอบด้วย 1. การอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ 2. การเคลื่อนย้ายของเงินทุนที่ไหลเข้าไทยโดยเฉพาะเงินที่เข้าลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ตัวเลขการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่มีแนวโน้มเกินดุลสูงขึ้น เนื่องจากมูลค่าการส่งออกที่สูงกว่ามูลค่าการนำเข้า
ไม่เพียง บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหกรุ๊ป ผู้ผลิตและเจ้าของสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของรัฐบาลผิดทาง โดยเปรียบเทียบกับ คนที่ขับรถลงเหว พร้อมกับเสนอว่า สิ่งที่รัฐบาลควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ แทรกแซงค่าเงิน โดยระดับของค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
ก่อนหน้านี้ อดีตรองนายกฯ โอฬาร ไชยประวัติ ยังเป็นอีกคนหนึ่งที่วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ให้เกรด B กับแนวทางบริหารค่าเงิน เพราะเห็นธปท.เข้าแทรกแซงค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2552 เห็นได้จากค่าเงินบาทอ่อนจากระดับ 34.72 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อปลายปี 2551 มาอยู่ที่ระดับ 36.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2552 หรืออ่อนค่าลง 4.4%
โดยที่ รองนายกฯ โอฬาร เสนอให้รัฐบาลดูแลระดับของค่าเงินบาทใน 3 ไตรมาสที่เหลือ ซึ่งระดับของค่าเงินที่ ดร.โอฬารเสนอ ไตรมาสที่ 2 ควรอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 36.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เพราะจะช่วยชดเชยรายได้จากการส่งออกสินค้าและท่องเที่ยวที่ลดลงจากปีก่อน 1.2 ล้านล้านบาท (ค่าเงินที่ลดค่าลง 3 บาท หรือจาก 36 บาทเป็น 33 บาท ทำให้รายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการเป็นเงินบาทหายไป 500,000 ล้านบาท)
พร้อมกับยกตัวอย่างประเทศ เกาหลีใต้ ที่ใช้นโยบายค่าเงินอ่อนเพื่อแก้ปัญหาการส่งออกได้อย่างมีประสิทธิผล โดยในช่วงเดียวกับที่ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง 4.4% นั้น เงินวอนเกาหลีใต้เทียบดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลงถึง 24%
นักวิชาการนิด้า (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์) เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ ชี้ระดับของค่าเงินบาทที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และรัฐบาลควรนำเงินทุนสำรองมาใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน
ขณะที่ในมุมมองของผู้ดูแลนโยบายด้านการคลัง ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เป็นอีกคนที่เชื่อว่า สถานการณ์เศรษฐกิจขณะนี้จำเป็นต้องใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาช่วย เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกอยู่มาก ซึ่งขณะนี้การดำเนินนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ขณะที่นโยบายการเงินการคลังทำอย่างเต็มที่แล้ว
****แบงก์ชาติเสียงแข็งอ้างมองมหภาค
ท่าทีของแบงก์ชาติต่อเสียงเรียกร้องของนักธุรกิจอยากเห็น บาทอ่อน
ยังเป็นการยกเหตุผลที่ ธปท.ต้องมองผลโดยภาพรวมมากกว่าที่จะเลือกดูแลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยยืนยันว่าที่ผ่านมาธปท.ได้ดูแลระดับของค่าเงินอยู่แล้ว และจะไม่ฝืนกลไกตลาด
โดย ดร.อัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.ให้ความเห็นว่า ระดับค่าเงินบาทในปัจจุบันเป็นระดับที่เหมาะสมกับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ระดับ 9,112 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 3 เดือนแรก(ม.ค.-มี.ค.) ซึ่งธปท.คงเข้าดูแลเท่าที่จำเป็นเพื่อไม่ให้ผันผวนมาก
สอดรับกับ อมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายเศรษฐกิจในประเทศ ธปท. ที่กล่าวถึง ข้อเสนอของหลายฝ่ายที่ต้องการให้ธปท.ดูแลค่าบาทอ่อนเพื่อสนับสนุนส่งออก โดยยืนยันว่ามีนโยบายดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ และไม่ขัดต่อพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งธปท.มีสมการดูแลค่าเงินบาทที่เหมาะสมในระยะยาวว่าควรอยู่ที่เท่าใด การดูแลค่าเงินบาทเพื่อสนับสนุนผู้ส่งออกอย่างเดียวคงทำไม่ได้ เพราะนโยบายอัตรา
แลกเปลี่ยนถือเป็นนโยบายมหภาค ที่ต้องดูให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน
ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการกำหนดกรอบในการบริหารค่าเงินให้ยืดหยุ่น โดยกำหนดระดับของค่าเงินเพดานต่ำสุดและสูงสุดไว้
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส แบงก์สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด อุสรา วิไลพิชญ์ ให้ความเห็นว่า คาดว่าไตรมาสที่ 3 ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าที่ระดับ 35.50 บาท และไตรมาสที่ 4 อยู่ที่ระดับ 34 บาท โดยสาเหตุของค่าเงินบาทที่อ่อนค่าในไตรมาสที่ 3 เนื่องจากเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลลดลง และอาจเข้าสู่ภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้การนำเข้าฟื้นตัวเร็วกว่าการส่งออก นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากเงินที่เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเป็นเงินที่เข้ามาในระยะสั้น
*****แฉข้อเท็จจริงบาทแข็งเร็วกว่าสกุลอื่น
อย่างไรก็ตาม หากมองข้อเท็จจริงจากความเคลื่อนไหวของค่าเงินปัจจุบัน ( เมื่อ 28 พ.ค. 2552) เงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 34.40-34.45 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และปิดตลาดที่ระดับ 34.38-34.44 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แข็งค่าขึ้นแล้วประมาณ 1% เมื่อเทียบกับระดับของค่าเงินเมื่อสิ้นปี 2551 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 34.72 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ
แม้ว่าที่ผ่านมาผู้บริหารระดับสูงของ ธปท.มักอ้างว่าเงินบาทแข็งค่าในทิศทางเดียวกับสกุลภูมิภาค แต่เทียบระดับของค่าบาทที่แข็งค่ากับการแข็งค่าของเงินสกุลหลักในภูมิภาค (ใช้ระดับของค่าเงินเมื่อ 28 พ.ค. เทียบกับระดับของค่าเงินเมื่อสิ้นปี 2551)
ยังพบว่าสกุลเงินส่วนใหญ่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับของค่าเงินปลายปี 2551 แต่เงินบาทแข็งค่าขึ้น
โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้น 1.07% ดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่าลง 1.33% ดอลลาร์ไต้หวันแข็งขึ้น 0.74% วอน(เกาหลีใต้) แข็งค่าขึ้น 0.25% ริงกิต(มาเลเซีย)อ่อนลง 1.85% รูเปียห์(อินโดนีเซีย)แข็งขึ้น 6.59% รูปี (อินเดีย) แข็งขึ้น 2.19% เปโซ(ฟิลิปปินส์) อ่อนค่า 0.27% เยน(ญี่ปุ่น) อ่อนค่า 6.15% และหยวน(จีน) อ่อนค่า 0.07% เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ธปท.มักหยิบยกขึ้นเป็นเหตุผลกรณีการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท คือ ระดับของทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น เห็นได้จาก
ระดับของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นจาก 111 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อปลายปี 2551 เพิ่มเป็น 120.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ณ 22 พ.ค.) ซึ่งผู้บริหารระดับสูงของธปท.ชี้ว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเข้าไปดูแลค่าเงินบาทของธปท.
และดุลบัญชีเดินสะพัด 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย.)ปรับตัวเกินดุลถึง 9,538 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนถึงการมีเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาในประเทศ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท ดังนั้นธปท.เข้าดูแลด้วยการซื้อเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ปรับตัวแข็งค่ามากเกินไป ส่งผลให้สำรองระหว่างประเทศปรับเพิ่มขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นการบริหาร ค่าเงิน กับการฟื้นเศรษฐกิจ คงเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นที่แบงก์ชาติต้องแสดงบทบาทให้มากกว่านี้ ไม่ใช่เพราะมีแรงกดดันจากรอบด้าน แต่เพราะเครื่องมือที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลังทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี