ส่องรายได้ธุรกิจ “อาหารสัตว์” ใน “วันแมวโลก”

ส่องรายได้ธุรกิจ “อาหารสัตว์” ใน “วันแมวโลก”

วันที่ 8 สิงหาคม เป็นวันแมวโลก และยังเป็นวันที่ทาสแมวทุกคน จะมอบความรักให้กับเจ้าเหมียวโดยไม่มีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า บางรายอาจจะหารางวัลให้เจ้าแมวเหมียว
ซึ่ง อาหารแมว เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เหล่าทาสแมวจะต้องนึกถึงและซื้อไปฝากอย่างแน่นอน เมื่อพูดถึงอาหารแมวคุณจะนึกถึงยี่ห้ออะไรบ้างล่ะ
Me-O, Whiskas และ Royal Canin ใช่ไหม?

Sanook! Money มีข้อมูลที่พอหาได้มาฝากกัน เพื่อจะพาคุณไปส่องรายได้ของทั้ง 3 แบรนด์นี้กันว่าเจ้าไหนครองตลาดอาหารแมวมากที่สุด

บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด (ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง ยี่ห้อ SmartHeart และ Me-O)
จดทะเบียนเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2532 ดำเนินธุรกิจผลิตอาหารสำเร็จรูปสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยมี นายประเสริฐ จารุพนิช, นายพงษ์เทพ เจียรวนนท์ และนางเบญจพร สังหิตกุล เป็นคณะกรรมการ ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 760 ล้านบาท โดยมีผลประกอบการย้อนหลัง ดังนี้
ปี 2558 รายได้ 8,155 ล้านบาท กำไร 576 ล้านบาท
ปี 2559 รายได้ 8,984 ล้านบาท กำไร 845 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 9,692 ล้านบาท กำไร 556 ล้านบาท

บริษัท มาร์ส เพ็ทแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด (ยี่ห้อ Pedigree และ Whiskas)
จดทะเบียนเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2541 ดำเนินธุรกิจผลิตอาหารสำเร็จรูปสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยมี นางลู เย็น เล มาเดลีน, นายคุณวุฒิ โรจนกตัญญู, นางสาวประไพจิตร หันกลาง, นายวันนาคูวัททาวาดู๊ด คูซาน ชาน เฟอร์นันโด และนางกษนรรณ โสภณหิรัญรักษ์ ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 450 ล้านบาท มีผลประกอบการย้อนหลัง ดังนี้


ปี 2558 รายได้ 5,144 ล้านบาท กำไร 353 ล้านบาท
ปี 2559 รายได้ 5,283 ล้านบาท กำไร 270 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 5,438 ล้านบาท กำไร 153 ล้านบาท

บริษัท โรยัล คานิน (ประเทศไทย) จำกัด (ยี่ห้อ Royal Canin)
จดทะเบียนเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2548 ดำเนินธุรกิจขายปลีกสัตว์เลี้ยงและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง โดยมี นายจดล สุวรรณฤทธิ์, นายแมททริว ฌอง กาย เกรนเจอร์ และนายบรูโน เซาบัว เป็นคณะกรรมการ ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 7.5 ล้านบาท มีผลประกอบการย้อนหลัง ดังนี้
ปี 2558 รายได้ 1,155 ล้านบาท กำไร 249 ล้านบาท
ปี 2559 รายได้ 1,412 ล้านบาท กำไร 351 ล้านบาท
ปี 2560 รายได้ 1,466 ล้านบาท กำไร 340 ล้านบาท

หากเทียบทั้ง 3 แบรนด์จะพบว่าแบรนด์ยี่ห้อ Me-O มีรายได้และกำไรมากที่สุดกว่า 2 เจ้า

ขณะที่ บริษัท เอ็น.ซี.ซี.เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด ระบุถึงภาพธุรกิจสัตว์เลี้ยงมีอัตราเติบโตเพิ่มทุกปี เฉลี่ย 10-15% ซึ่งในปี 2561 คาดว่าจะโตอย่างน้อย 10% หรือราว 3.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งธุรกิจอาหารสัตว์มีสัดส่วนมากที่สุดโดยมีมูลค่าราว 1.33 หมื่นล้านบาท

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ธุรกิจสัตว์เลี้ยงโตนั้นมาจากคนโสดมากขึ้น ผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น สัดส่วนคนอยู่คอนโดฯ เพิ่มขึ้น จึงนิยมเลี้ยงสัตว์เพื่อแก้เหงา

เห็นได้ว่าธุรกิจอาหารสัตว์สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนในปัจจุบันอย่างชัดเจน จึงไม่แปลกนักที่คนจะยอมจ่ายเงินจำนวนเพื่อซื้อความสุขให้กับสัตว์และตนเองมากขึ้น หลังจากนี้เราคงจะได้เห็นธุรกิจอาหารสัตว์แข่งกันออกสินค้า โฆษณา และทำการตลาดใหม่ เพื่อครองใจทาสแมวให้ได้มากที่สุด

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!