ผ่ารายได้ กลุ่ม “บีดีเอ็มเอส” ธุรกิจ "เฮลท์แคร์" ในวันที่โตไม่หยุด

ผ่ารายได้ กลุ่ม “บีดีเอ็มเอส” ธุรกิจ "เฮลท์แคร์" ในวันที่โตไม่หยุด

ทุกครั้งที่ป่วย หลายคนจะนึกถึงหมอ หรือโรงพยาบาลใช่ไหม? และทุกครั้งที่คุณเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลของรัฐนั้น สิ่งที่พบบ่อยที่สุด คือ จำนวนผู้คนไข้มหาศาลที่รอรับการตรวจจากหมอ ซึ่งคนไข้บางคนมักหลีกเลี่ยงความแออัดด้วยการเข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลเอกชน ด้วยเหตุผลหลายๆอย่าง เช่น เครื่องมือทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวดเร็ว และแม่นยำ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของคนไข้ที่มีกำลังกายใช้จ่ายสูงได้ดี  

เมื่อพูดถึงโรงพยาบาลเอกชนกลุ่มใหญ่ในไทย หลายๆคนอาจจะนึกถึง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS แต่รู้หรือเปล่า โรงพยาบาลเอกชนกลุ่มนี้มีรายได้-กำไรแต่ละปีเท่าไหร่

Sanook! Money ได้รวบรวมข้อมูลดีๆที่พอหาได้มากฝากกัน

บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) จดทะเบียนบริษัทเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2537 โดยมีนายสันต์ศิริ ศรมณี, นายปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ, นายจุลเดช ยศสุนทรากุล, นายอรุณ เผ่าสวัสดิ์ และนายชาตรี ดวงเนตร เป็นคณะกรรมการ  ปัจจุบันมีทุนจดทะเบียน 1,758 ล้านบาท โดยแจ้งดำเนินธุรกิจกรรมโรงพยาบาล ซึ่งมีผลประกอบการย้อนหลัง ดังนี้

ปี 2557 รายได้ 15,294 ล้านบาท กำไร 3,269 ล้านบาท

ปี 2558 รายได้ 17,706 ล้านบาท กำไร 4,452 ล้านบาท

ปี 2559 รายได้ 20,496 ล้านบาท กำไร 6,935 ล้านบาท

ปี 2560 รายได้ 21,923 ล้านบาท กำไร 7,051 ล้านบาท

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมารายได้และกำไรของบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เติบโตต่อเนื่องทุกปี สะท้อนถึงดีมานด์ของคนไข้ที่ใส่ใจเรื่องการดูแลสุขภาพมากขึ้น

นายณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาล 7.1 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ DBMS ระบุว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบริหารด้านสุขภาพของไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่รักษาตอนเจ็บป่วย แต่ต้องการรักษาสุขภาพก่อนเจ็บป่วยอีกด้วย

ปัจจุบัน กลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาลของบริษัทแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ จำกัด (N Health) บริการด้านการสนับสนุนบริการทางการแพทย์และธุรกิจโรงพยาบาล และบริษัท เซฟดรัก เซ็นเตอร์ จำกัด (Save Drug) ร้านขายยาและเวชภัณฑ์

ซึ่ง N Health จะเน้นเรื่องการบริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ หรือห้องแล็บ, บริการวิศวกรรมทางการแพทย์ และบริการผ้าและปราศจากเชื้อภายในโรงพยาบาล โดยปี 2561 ตั้งเป้ารายได้ที่ 4,200 ล้านบาท จากปี 2560 ที่ผ่านมามีรายได้ 3,600 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 จะขยายบริการไปยังลูกค้าผ่านช่องทางอี-คอมเมิรซ์ ซึ่งมีบริการตรวจสุขภาพถึงที่บ้าน และมีสินค้าเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ พร้อมนำเข้าสินค้าที่มีความแตกต่างอย่างสินค้านวัตกรรมอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับตลาด นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างศึกษากฎระเบียบในการลงทุนเพื่อขยายสาขาไปยังประเทศต่างๆในภูมิภาค เช่น ประเทศอินโดนิเซีย ฟิลิปปินส์ และ สิงคโปร์ หลังเปิดสาขาไปยัง ประเทศ กัมพูชา และ เมียนมา เรียบร้อยแล้ว

สำหรับ Save Drug ที่ผ่านได้มาได้มีการปรับร้านค้าให้ทันสมัยมากขึ้น มีสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันมี 150 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ โดยมีแผนขยายให้ครบ 200 สาขา ในปี 2561 พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2561 ที่ 1,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีรายได้ 975 ล้านบาท

นอกจากนี้ นายณรงค์ฤทธิ์ ระบุว่า บริษัทเตรีบมงบลงทุน 800 – 1,000 ล้านบาท สำหรับแผนลงทุนและพัฒนาธุรกิจใน 3 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตของกลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์ ไม่ว่าจะเป็นห้องแล็บ ในโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจะใช้งบลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท สร้างในจังหวัดระยอง และจะเปิดใช้งานได้ในปี 2562 อีกทั้งขยายห้องแล็บไปในจังหวัดเชียงใหม่ในปี 2563 จากปัจจุบันที่มีอยู่ในกรุงเทพฯ และหาดใหญ่อีกด้วย

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!