บัตรเครดิต/มือถือ ขายข้อมูลส่วนตัวลูกค้า ต่อยอดธุรกิจ
สำหรับธุรกิจที่ใช้ยุทธวิธีการขายทางโทรศัพท์อย่างหนักก็มี ธุรกิจประกัน บัตรเครดิต ขายบัตรสมาชิกต่างๆ ไม่เพียงแต่สร้างความรำคาญ บางธุรกิจยังสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะธุรกิจขายประกันชีวิต มีหลายรายที่หลงกลพนักงานขายถึงขั้นเสียเงิน เพียงแค่พูดคำว่า
สนใจ ก็กลายเป็นสัญญาผูกมัดโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ยิ่งในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกการขายสินค้าทางโทรศัพท์ยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นและถี่ขึ้น
จนในที่สุดสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เตรียมตรวจสอบที่มาของการได้มาซึ่งหมายเลขโทรศัพท์ของผู้บริโภคว่าถูกต้องตามหลักกฎหมายหรือไม่
ทั้งนี้แหล่งที่ถูกพาดพิงว่าอาจจะเป็นต้นตอของการขายข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภค ก็มี บริษัทบัตรเครดิต ธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกัน บริษัทให้บริการระบบโทรศัพท์มือถือ รวมถึงหน่วยงานของรัฐอย่างกรมสรรพากร เป็นต้น
**ธุรกิจซื้อขายข้อมูลลูกค้าเฟื่อง**
ปัจจุบันการซื้อขายข้อมูลลูกค้าในวงการบัตรเครดิตค่อนข้างแพร่สะพัดมาก และถูกใช้เป็นฐานในการกระจายข้อมูลไปยังธุรกิจต่างๆ ที่ต้องอาศัยรายชื่อลูกค้าจำนวนมากๆ เช่น ธุรกิจประกัน ธุรกิจโรงแรม โดยที่ส่วนใหญ่การซื้อขายมีทั้งระดับผู้จัดการขึ้นไป ติดต่อซื้อขายกันโดยตรง อาทิ ผู้จัดการฝ่ายบัตรเครดิตและผู้จัดการฝ่ายขายประกัน หรือในกลุ่มพนักงานขายบัตรเครดิตทั่วไป ที่สะสมฐานข้อมูลไว้ นำไปเสนอขายกับผู้จัดการฝ่ายขายประกัน
อัตราการซื้อขาย เช่น รายชื่อลูกค้าเดิมที่เป็นบัตรแพลทตินัม รายได้ 25,000 บาทต่อเดือน มูลค่า 5-10 บาทต่อรายชื่อ บัตรทอง บัตรเงินและบัตรปกติ รายได้ 15,000-20,000 บาทต่อเดือน มูลค่า 1-4 บาทต่อรายชื่อ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอื่นๆ ที่เป็นแหล่งกระจายฐานข้อมูลลูกค้า เช่น ธุรกิจโรงแรม ระดับ 5 ดาว ที่มีรายชื่อสมาชิกเป็นจำนวนมาก ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ หรือ สปอร์ตคลับ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องถือบัตรเครดิตในระดับแพลทินัม ฐานข้อมูลลูกค้ากลุ่มนี้มีมูลค่า 8-12 บาทต่อรายชื่อ และยังสามารถต่อรองราคาเพิ่มได้เป็นหลัก 100 บาท
ปริมาณการซื้อขายฐานข้อมูลลูกค้าจะเป็นในลักษณะเหมาเป็นจำนวนมากๆ ขั้นต่ำหลัก 100 รายชื่อต่อครั้ง และขั้นสูงสุดเป็นหลัก 10,000 รายชื่อต่อครั้ง
ด้วยเหตุนี้ การสะสมฐานข้อมูลลูกค้าถือว่ามีแรงจูงใจสูงมาก จากการที่รายชื่อลูกค้ามีมูลค่าสามารถแปลงเป็นเงินง่ายและค่อนข้างสูง โดยขั้นต่ำ สามารถขายข้อมูลได้ถึง 2,000 บาทต่อวัน ช่วยสร้างสภาพคล่องทางการเงิน สำหรับอาชีพพนักงานขายที่ค่อนข้างถูกบีบคั้นด้วยเป้ายอดขายและการแข่งขันในวงการสูง ซึ่งถือเป็นชีวิตที่มีความเสี่ยงสูงในเรื่องรายได้ไม่แน่นอน อาชีพหนึ่ง
**กรมสรรพากรยันเข้าถึงข้อมูลยาก**
กรมสรรพากร ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ถูกพาดพิงถึงกรณีที่เป็นช่องทางหนึ่งของการนำข้อมูลของประชาชนผู้เสียภาษีมาขายให้แก่บริษัทประกันหรือบริษัทบัตรเครดิต โดยใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นฐานในการหาลูกค้า
นายสาธิต รังคสิริ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี และรักษาการที่ปรึกษาฯกลุ่มธุรกรรมการเงินการธนาคาร กรมสรรพากร ปฏิเสธในเรื่องนี้ โดยชี้แจงว่าไม่น่าจะมีเจ้าหน้าที่สรรพากรที่กล้าทำ เพราะนำข้อมูลของผู้เสียภาษีไปเปิดเผยมีโทษแรงถึงจำคุก และที่ผ่านมามีการกำชับเจ้าหน้าที่สรรพากรทุกรุ่นอยู่โดยตลอดว่าข้อมูลของผู้เสียภาษีถือเป็นความลับที่ไม่สามารถนำมาเปิดเผยหรือเผยแพร่ได้
ที่ผ่านมาถึงแม้จะมีบางกรณีที่การเมืองหรือสภาขอข้อมูลเหล่านี้จากกรมสรรพากร ก็ยังไม่สามารถให้ข้อมูลดังกล่าวออกไปได้
การเข้าถึงข้อมูลของผู้เสียหายนั้น มีการจัดระดับชั้นความลับว่าผู้บริหารระดับไหนที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้บ้าง ไม่เคยมีกรณีที่เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทั้งหมด โดยอำนาจแล้วผู้ที่เข้าถึงข้อมูลทั้งหมด คือ ระดับอธิบดีเท่านั้น ส่วนสรรพากรภาคก็จะเข้าถึงข้อมูลเฉพาะภาคของตัวเอง สรรพากรพื้นที่ก็เข้าถึงข้อมูลในพื้นที่ของตัวเอง หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบหรือกำกับดูแล ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้เฉพาะในส่วนที่ตัวเองกำกับดูแลเท่านั้น เช่น เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเกี่ยวข้องกับเช่าซื้อ ก็จะมีข้อมูลเฉพาะเช่าซื้อเท่านั้น
หรือในกรณีที่หน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใด จะขอข้อมูลของผู้เสียภาษีก็ต้องทำหนังสือเข้ามาอย่างเป็นทางการ และโดยส่วนใหญ่แล้วกรมสรรพากรเองก็ไม่เคยอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลผู้เสียภาษีออกไป ยกเว้นกรณีของ ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ส. ที่เป็นหน่วยงานเพียงไม่กี่แห่งซึ่งกฎหมายให้อำนาจหน่วยงานเหล่านี้ให้สามารถขอข้อมูลผู้เสียภาษีจากกรมสรรพากรได้
**กสิกรไทยขายปีละครั้ง**
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันยอมรับว่าข้อมูลของผู้บริโภคถูกร่อนอยู่ในตลาด ทั้งในธุรกิจประกัน โรงแรม บัตรเครดิตของธนาคารพาณิชย์ แต่ในแง่ของธนาคารกสิกรไทย แม้ที่ผ่านมาจะมีวิธีการขายตรงกับลูกค้าบ้าง แต่ก็มีวิธีการจัดการที่ไม่พยายามสร้างความรำคาญ เช่น ขายผลิตภัณฑ์ให้แก่ลูกค้าปีละ 1 ครั้ง เท่านั้น เช่น ปีนี้ขายผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้านไปแล้ว ก็จะไม่โทร.ไปขายผลิตภัณฑ์อื่น เช่น บัตรเครดิต ซ้ำกับลูกค้ารายเดิม โดยมีฝ่ายแคมเปญ แมเนจเมนต์ คอยดูแลไม่ให้มีการโทร.หาลูกค้าซ้ำ เป็นการเลือกโทร.เฉพาะกลุ่ม
ยืนยันไม่มีการนำฐานข้อมูลของลูกค้าออกไปขายให้กับธุรกิจหรือบริษัทอื่น หรือกรณีของบริษัทที่เป็นพันธมิตรของธนาคาร เช่น บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หากธนาคารมีโครงการพิเศษให้แก่ลูกค้า ธนาคารก็จะเป็นฝ่ายออกหนังสือแจ้งให้ลูกค้ารับทราบโดยตรง ไม่ใช่การนำข้อมูลลูกค้าไปให้แก่บริษัทที่เป็นพันธมิตร หรือในกรณีที่ธนาคารจ้างบุคคลภายนอก ให้โทร.ขายตรงให้แก่ลูกค้าของธนาคาร ก็จะทำเป็นห้องพิเศษไว้ ไม่ให้คนภายนอกเหล่านี้นำข้อมูลของลูกค้าออกไปได้
ขณะเดียวกัน ในแง่ของการป้องกันข้อมูลรั่วไหล พนักงานของธนาคารเองก็ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า หรือนำข้อมูลของลูกค้าออกไปขายได้ เพราะไม่มีใครที่สามารถดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ออกมาได้ หรือในกรณีของผลิตภัณฑ์ด้านประกันผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์นั้น ก็เป็นการโทร.โดยพนักงานของธนาคารกสิกรไทยเอง ไม่ใช่การนำข้อมูลของลูกค้าไปให้ตัวแทนขายประกันชีวิต หรือแม้แต่บริษัทในเครือของธนาคาร ธนาคารก็ไม่สามารถนำข้อมูลของลูกค้าจากบริษัทในเครือมาได้ แต่อาจจะใช้วิธีการฝากให้บริษัทในเครือขายผลิตภัณฑ์ให้
กล่าวได้ว่าข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าจัดเป็นทรัพย์สินที่ธุรกิจซึ่งมีฐานข้อมูลสามารถนำไปต่อยอดธุรกิจและสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต ธนาคาร โทรศัพท์มือถือ และห้างสรรพสินค้า ฯลฯ เมื่อบวกกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคนี้ซึ่งเน้นความสะดวกสบายเป็นหลัก และบัตรเครดิตกับโทรศัพท์มือถือก็เป็นสินค้าที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยที่ปัจจุบันคนไทยเป็นเจ้าของบัตรเครดิตรวมทั้งสิ้นประมาณ 13.1 ล้านบัตร และเป็นเจ้าของโทรศัพท์มือถือประมาณกว่า 40 ล้านเครื่อง จึงเป็นช่องทางให้ธุรกิจทั้งหลายสามารถเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)