รีวิว เว็บไซต์แบรนด์แฟชั่นดัง

รีวิว เว็บไซต์แบรนด์แฟชั่นดัง

รีวิว เว็บไซต์แบรนด์แฟชั่นดัง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ในวงการของเว็บไซต์ และอีคอมเมิร์ซปัจจุบัน การทำธุรกิจบนเว็บไซต์ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป แต่จะทำอย่างไรให้เว็บฯ ของเราดูน่าสนใจและมีประโยชน์ในการใช้งานสำหรับลูกค้าได้ ซึ่งเราก็ต้องหมั่นศึกษาเว็บฯ ที่เกี่ยวข้องเพื่ออัพเดตเทรนด์ และทำให้เว็บฯ ของเราไม่ตกยุค ไม่ว่าจะธุรกิจอะไรก็ตาม

สำหรับธุรกิจแรกในคอลัมน์นี้ เรามารีวิวเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับแฟชั่นกัน มาดูว่าแต่ละแบรนด์มีแนวทางในการออกแบบหน้าตาและฟังก์ชั่นเว็บไซต์อย่างไร ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละแบรนด์และสร้างความแตกต่างของแบรนด์ได้ โดยจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ดังนี้คือ

1. แบรนด์ (ราคา) ระดับกลาง เป็นสไตล์ของเสื้อผ้าแบบ Fast Fashion, Street, Casual

2. แบรนด์ระดับสูง (Luxurious Brand) ของต่างประเทศ

3. แบรนด์ที่ขายสินค้าแฟชั่นออนไลน์

 

แบรนด์ระดับกลาง เสื้อผ้าแนวลำลอง
เริ่มต้นด้วย H&M, Forever21 และ Zara เป็นแบรนด์ที่มีสาขาทั่วโลก ก็จะใช้หน้าแรกของเว็บฯ เพื่อเลือกประเทศที่ต้องการก่อน แล้วจึงเข้าสู่หน้าหลัก

เนื่องจากโปรโมชั่นหรือคอลเล็กชั่นที่จำหน่ายอาจไม่ตรงกัน จะทำให้เกิดการสับสนได้ แต่ในอีกทางหนึ่ง การที่รวมลิงก์ของหลายประเทศเอาไว้ ก็ทำให้เราสามารถเลือกประเทศอื่นๆ เพื่อเปรียบเทียบราคาและโปรโมชั่นได้ทันที

ในกรณีที่เราจะต้องไปเที่ยวที่ประเทศนั้น หรือฝากเพื่อนหิ้วมาให้ (Trick : ดูช่อง URL ที่แสดงประเทศ เช่น HK ก็ให้เปลี่ยนเป็น TH หรือ SG ตามประเทศที่อยากเปรียบเทียบ อาจใช้ไม่ได้ในบางหน้า แนะนำให้เปลี่ยนในหน้ารวมสินค้าก่อนเข้าสู่หน้าสินค้าแต่ละชิ้น)

รูปแบบการวาง Layout ในหน้าหลัก จะแสดงในส่วนของคอลเล็กชั่นปัจจุบัน หรือโปรโมชั่น รูปแบบของเว็บฯ เสื้อผ้า Street Casual อย่าง Aeropostale. Abercrombie & Fitch, American Eagle ก็จะใช้ลักษณะของช่องสี่เหลี่ยมแบ่งพื้นที่ในหน้าออกเป็นแบนเนอร์ใหญ่ตรงกลาง และแบนเนอร์เล็กด้านล่าง

โดยแถบด้านบนจะเป็นแถบเมนูเพื่อเข้าถึงประเภทต่างๆ ที่ต้องการ เช่น เสื้อผ้าผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก หรือคอลเล็กชั่นใหม่ ร่วมงานกับบริษัท ค้นหาร้าน โดยเมื่อคลิกจะขยายออกเป็นเมนูย่อย โดยใช้ Flash ในการสร้างความน่าสนใจไม่ใช่แค่เป็น Static Picture ส่วนด้านบนสุดจะเป็นโลโก้แบรนด์ ประเทศที่เราอาศัยอยู่หรือใช้เว็บไซต์ และช่องทางให้สำหรับสมัครสมาชิกเพื่อรับข่าวสารหรือจัดการ Wish List ของสมาชิก

สำหรับเว็บฯ บางแบรนด์จะมีการทำ E-commerce บนเว็บฯ ทางการของตนเอง ซึ่งจะมีแถบของตะกร้าสินค้าหรือถุงช้อปปิ้งไว้เวลาเราช้อป รวมทั้งจะมีโปรโมชั่นพิเศษในการจัดส่งสินค้า (Shipping) ให้ด้วย บางแบรนด์จะไม่จัดส่งมาไทย เราต้องเช็กรายชื่อของประเทศที่จัดส่งทุกครั้ง และต้องเช็กค่าส่งให้ดี ว่ามีบวกชาร์จอะไรเข้าไปบ้าง บางแบรนด์กำหนดขั้นต่ำในการจัดส่งฟรีเอาไว้ว่าต้องมียอดซื้อเท่าไร

 

 

 

ส่วนบางแบรนด์จะเป็นโปรโมชั่นพิเศษเป็นช่วงเวลาจำกัดแฟนของแบรนด์ต่างๆ ต้องคอยติดตามให้ดีว่าจะมีโปรโมชั่นจัดส่งฟรีทั่วโลกเมื่อไร โดยแบรนด์American Eagle และ Aeropostale เป็นแบรนด์ที่จัดส่งสินค้ามาที่ไทย (สองเว็บฯ นี้มีการคำนวณค่าเงินเป็นบาทให้เสร็จเลย ซึ่งผู้เขียนชอบมาก)

สำหรับ Aeropostale ต้องมียอดซื้อไม่ต่ำกว่า 3,975 บาท แต่ American Eagle มีค่าส่ง 50 เหรียญ สำหรับข้อกำหนดของการสั่งซื้อและจัดส่งต่างประเทศนั้น ลูกค้าจะต้องเป็นคนที่จัดการเรื่องของภาษีนำเข้า หากมีการเรียกเก็บเอง ซึ่งปกติจะเป็นการสุ่มตรวจจากทางสรรพากร (ผู้เขียนเคยสั่งจากเว็บฯ ต่างประเทศแต่มูลค่าไม่เยอะและกล่องไม่ใหญ่ก็เลยไม่มีค่าภาษีตรงนี้ ถือว่าขึ้นอยู่กับสินค้าและจำนวนด้วยค่ะ) บางเว็บฯ เปิดให้คนต่างประเทศสั่งได้แต่ไม่ส่งให้ ต้องดูที่ Shipping to Country ด้วยนะคะ เช่น Topshop ไม่มีบริการจัดส่งในไทย ส่วนเว็บไซต์ Zara, H&M และ Forever21 ไม่มีบริการอีคอมเมิร์ซในไทย

 

 

ส่วนบริเวณด้านล่างของหน้า Footer จะเป็นการใส่แท็ก และเนื้อหาเป็นแบบ Text แบ่งเป็นแผนกต่างๆ นอกจากจะทำให้ผู้ใช้ค้นหาเมนูที่ต้องการได้ง่ายแล้ว ยังช่วยให้การค้นหาด้วย Search Engine ดีขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังเป็นที่วางตำแหน่งปุ่มของ Social Media ต่างๆ ของแบรนด์เอาไว้ด้วย บางแบรนด์มีครบทั้ง Twitter, Facebook, YouTube, Tumblr, Blog และ Application บนมือถือ สามารถโหลดแอพฯ ของ Zara และ H&M ได้บน App Store ซึ่งส่งตรงคอลเล็กชั่นใหม่ล่าสุด ข่าวสาร และค้นหาร้านได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ Topshop กับ Forever21 ไม่มีไอคอนของแอพฯ บนหน้าเว็บฯ แต่โหลดได้จากการค้นหา

 

 

การทำเว็บฯ เกี่ยวกับแฟชั่นหรือเสื้อผ้า จะมีภาพเป็นส่วนประกอบหลัก อาจเป็นภาพของคอลเล็กชั่นใหม่ หรือภาพจาก Lookbook ที่แสดงแบบเสื้อต่างๆ ที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แถมถ้ามีฟังก์ชั่นที่ดูรูป 3 มิติ หรือมีนางแบบใส่จริง จะยิ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าใจเสื้อผ้าได้ดียิ่งขึ้น เว็บฯ เสื้อผ้าสำหรับวัยรุ่น จะมีการใช้แพทเทิร์นของการแบ่งช่องสายตาเป็นกล่องๆ เป็นสไตล์กราฟิกเข้ามาใช้เยอะ และสีสันก็เป็นจุดเด่นที่ทำให้ดูสดใส

 

แบรนด์กลุ่มสินค้าหรูหรา (Luxurious Brand)
มาดูที่แบรนด์อย่าง Louis Vuitton กันบ้าง รูปแบบของเว็บฯ ในหน้าแรก จะให้เลือกประเทศที่เราอาศัยหรือต้องการซื้อสินค้า จากนั้นในหน้าแรกจะใช้แฟลชเมนูในการเลือกหมวดหมู่ที่สนใจ โดยในส่วนของการค้นหาสินค้านั้นจะสามารถค้นหาได้จากประเภทของสินค้า เช่น กระเป๋าถือ กระเป๋าสตางค์ หรือผ้าพันคอ หรือจะเลือกจากลายลักษณะที่ต้องการได้เพื่อความสะดวก

นอกจากนี้ ในบางประเทศก็จะมีราคาแจ้งให้ทราบหน้าเว็บฯ แต่ยังไม่มีราคาของไทย ต้องสอบถามที่ Shop ของแบรนด์โดยตรง ในการแสดงภาพสินค้า ก็จะมีภาพมุมสูง และภาพภายในให้ดูว่ามีรายละเอียดอะไรบ้างเพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อ อีงทั้งยังมีภาพการแสดงขนาดกระเป๋าที่ถือด้วยหุ่นที่มีขนาดเท่ากับคนจริงๆ เพื่อเปรียบเทียบขนาด เช่น ขนาด 25-30-35 เป็นต้น

 

 

สำหรับแบรนด์ Prada จะใช้สื่อผสมหลากหลายกว่า LV มีการใช้วิดีโอเข้ามาในหน้าแรก และใช้พื้นหลังเป็นภาพแฟชั่นจากคอลเล็กชั่นปัจจุบัน ซึ่งดึงดูดสายตาได้ดี และทำให้เว็บฯ โดดเด่น มีสีสันขึ้นมาก และนอกจากนี้ยังมีภาพสิ่งพิมพ์ที่ใช้ลงสื่อในแต่ละฤดูกาลให้ดู เป็นการใช้พื้นที่เว็บฯ ในการลงสื่อที่มีได้อย่างคุ้มค่า สำหรับในส่วนของการโชว์ภาพสินค้าก็ใช้การแบ่งช่อง และค้นหาได้ง่าย

มาที่แบรนด์ที่เป็นอมตะตลอดกาลอย่าง Chanel บ้าง รูปแบบของเว็บฯ จะเป็นโทนสีขาว-ดำ และใช้แฟลชขนาดใหญ่เพื่อแสดงรูปของร้านในอดีต รวมถึงแสดงภาพลักษณ์อื่นๆ โดยคงความคลาสสิกด้วยสีขาว-ดำ สำหรับเมนูของเว็บฯ จะอยู่ด้านล่าง จะไม่มีบริการ E-commerce บนเว็บฯ ส่วนของคอลเล็กชั่นจะใช้เป็นรูปจากรันเวย์ และเมื่อคลิกเพื่อดูรายละเอียด ก็จะเป็นคล้าย Lookbook ที่จะบอกว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้างในลุคนี้ พร้อมรหัสสินค้า สามารถส่งต่อหรือปริ้นต์เพื่อเป็นตัวอย่างได้ เป็นการแสดงผลด้วย Flash ไม่สามารถเซฟภาพได้ แต่เมื่อคลิกขวาที่ภาพ จะสามารถไปยังส่วนอื่นๆ ของเว็บฯ เช่น วิดีโอแฟชั่นโชว์

 

 

 

และปิดท้ายด้วยแบรนด์ที่ดูวัยรุ่นมากกว่าอย่าง Marc Jacobs ซึ่งใช้พื้นหลังเป็นสีขาว และตัวหนังสือแบบเดียวกับชื่อแบรนด์ ซึ่งดูสะอาดตาและแบ่งเป็นสองฝั่งคือ ชายและหญิง เมื่อคลิกเข้ามาดูคอลเล็กชั่นก็จะเป็นการเรียงแบบเป็นแถว และคอลัมน์โดยสามารถเลือกขยายภาพได้ ส่วนเมนูด้านบนจะเป็นเหมือน Sub Brand ที่แตกออกมา

โดยจริงๆ ก็เป็นการแบ่งตามประเภทนั่นเอง คือ Marc by Marc Jacobs สำหรับวัยรุ่นและราคาไม่สูงมากนัก และ Little Marc Jacobs สำหรับเด็ก ส่วนสื่ออื่นๆ เช่น วิดีโอ จะถูกวางไว้ให้คลิกบริเวณด้านบน ส่วน Social Media ก็วางไอคอนไว้ด้านล่าง ทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก และยูทูบ

 

 

สำหรับ Marc Jacobs จะมี E-commerce ไว้บริการแต่ส่งเฉพาะในอเมริกาเท่านั้น

Note : แต่ละแบรนด์จะมีการใช้ไอคอนในช่องของ URL เป็นโลโก้ของแบรนด์ในการสร้างเอกลักษณ์ด้วย (ลองทำกันดูได้ที่นี่ http://bit.ly/H1IQGC)

จะเห็นได้ว่าการสื่อแนวคิดของแบรนด์หรูหราจะใช้การแต่งเว็บฯ ที่ใช้สไตล์และสีสันที่สอดคล้องกับแบรนด์ ส่วนเว็บฯ เสื้อผ้าลำลองมักใช้ภาพพื้นหลังที่เป็นสีเรียบและใช้กราฟิกของกล่องมาแบ่งความสำคัญของเนื้อหา แต่จุดร่วมของแบรนด์ทั้งสองประเภทนี้คือ มักใช้ส่วนประกอบในเว็บฯ เป็นแฟลชทั้งหน้าหลักและเมนู และแสดงรูปภาพเป็นเนื้อหาหลัก แต่ภาพไม่แตกและโหลดเร็ว ซึ่งโดยทั่วไปการซื้อเสื้อผ้าหรือสินค้าแฟชั่น

การใช้ภาพย่อมดึงดูดความสนใจได้มากกว่าการใช้ตัวหนังสือเยอะๆ อยู่แล้ว และต้องศึกษาขนาดของรูปที่เหมาะสมในการทำ Layout หน้าแรกให้พอดี
ควรโหลดเนื้อหาได้หมดภายในความสูงของหน้าเว็บบราวเซอร์โดยไม่ต้องเลื่อนลงมาสุด

 

 

 

เพราะจะทำให้ผู้ใช้เว็บฯ มองไม่เห็นเนื้อหาบางส่วนที่อยู่ด้านล่าง เพราะฉะนั้น หากธุรกิจของเราเกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าหรือแฟชั่น จำเป็นต้องมีเนื้อที่ในการเก็บไฟล์รูปภาพไว้เยอะเสียหน่อย รวมทั้งคุณภาพและขนาดของภาพก็ต้องคำนึงถึงเสมอ เพื่อทำให้เว็บฯ ของคุณดูน่าสนใจ มิใช่แค่การจัดวางสินค้าเป็นช่องๆ เหมือนกับเน้นที่จะขายมากเกินไป

ส่วนการบอกรายละเอียดของสินค้าก็สำคัญ บางครั้งการใส่ขนาดของสินค้าก็อาจยังไม่พอเท่ากับการเปรียบเทียบด้วยการใช้หุ่นหรือนางแบบมาใช้งานจริง ทำให้ผู้ซื้อเห็นภาพได้ง่ายขึ้น สำหรับเรื่องของการสร้างฐานลูกค้า การเก็บข้อมูลด้วยอีเมลสำหรับลูกค้าที่ซื้อและสมัครเป็นสมาชิกเว็บฯ ก็เป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้เราสร้างความสัมพันธ์ให้กับลูกค้าในเวลาต่อมา

 

เมนูพื้นฐานที่ควรมี
• ถ้าเป็นแบรนด์ใหม่ ควรมีที่มาและแนวคิดของแบรนด์ สถานที่ตั้ง วิธีการติดต่อวิธีการซื้อ และวิธีการจัดส่ง
• อย่าลืมใส่ลิงก์ Social Media ที่มีอยู่
• แบ่งประเภทของสินค้าให้เป็นหมวดหมู่ และค้นหาได้ง่าย
• ภาพคอลเล็กชั่นปัจจุบัน สื่อถึงแนวคิดหลัก (Theme) และสไตล์ของคอลเล็กชั่นนั้น หรือจะเป็นภาพของสินค้าใหม่ที่ต้องการโปรโมต
• Lookbook ที่แสดงเสื้อผ้าทั้งหมด คล้ายกับเป็นแคตตาล็อกออนไลน์ แต่มีการ Mix and Match สินค้าให้ดูเข้ากับคอนเซ็ปต์
• การนำเสนอเสื้อผ้าที่น่าสนใจ บางครั้งต้องมีการถ่ายภาพสินค้าทั้งด้านหน้า หลัง มีการซูมเนื้อผ้า และการใส่จริง เพื่อความสมจริง

 

ผู้เขียน : Pompoko

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล