เปิดอาณาจักรธุรกิจ 'Disney' ผู้ยิ่งใหญ่ความบันเทิงในศตวรรษที่ 21

เปิดอาณาจักรธุรกิจ 'Disney' ผู้ยิ่งใหญ่ความบันเทิงในศตวรรษที่ 21

ในที่สุดการเข้าซื้อกิจการทเวนตี้ เฟิร์สต์ เซ็นจูรี ฟ็อกซ์ (21st Century Fox) ของดิสนีย์ (Disney) จบลงอย่างเป็นทางการ ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตีเป็นเงินไทยราว 1.6 ล้านล้านบาท ทำให้ดีลนี้กลายเป็นดีลที่ใหญ่ที่สุดในวงการสื่อประจำปีนี้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามมูลค่าการซื้อขาย 52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ยังไม่ได้เป็นมูลค่าการซื้อขายสุทธิ เนื่องจากดิสนีย์จะเป็นฝ่ายแบกรับหนี้สินของฟ็อกซ์ นั่นจึงทำให้มูลค่าการซื้อขายเบ็ดเสร็จอยู่ที่ 66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.1 ล้านล้านบาท

อ่านเพิ่มเติม:

ปิดดีล! Disney บรรลุข้อตกลง 'เทคโอเวอร์' Fox

ทำไม Disney ถึงหวนซื้อกิจการ 21st Century Fox อีกรอบ!?

โดยการเข้าซื้อธุรกิจของฟ็อกซ์ ทำให้นโยบายการทำธุรกิจของดิสนีย์เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายภาคส่วน เรามาไล่เลียงดูกันครับว่า เกิดอะไรขึ้นบ้าง

ต่อสัญญา 'บ็อบ ไอเกอร์'

bobiger

ตามกำหนดการเดิมบ็อบ ไอเกอร์ (Bon Iger) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดิสนีย์ มีกำหนดการที่จะลงจากตำแหน่งซีอีโอในปี 2019 แต่จากการพูดคุยล่าสุด ทันทีที่เสร็จสิ้น 'ซูเปอร์ดีล' ระหว่างฟ็อกซ์และดิสนีย์ ทำให้บ็อบ ไอเกอร์ ตัดสินใจล้มเลิกแผนการลงจากตำแหน่ง พร้อมกับต่อสัญญาการทำงานออกไป โดยจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2021

หากว่ากันตามความจริงแล้ว สาเหตุที่ตระกูลเมอร์ด็อค ซึ่งเป็นเจ้าของเดิมของฟ็อกซ์ ตัดสินใจขายกิจการให้กับดิสนีย์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเชื่อมั่นในฝีมือการบริหารงานที่ผ่านมาของไอเกอร์ ดังจะเห็นได้จากการปลุกชีพมาร์เวล (Marvel) ให้กลายเป็นที่นิยมอีกครั้ง ไปจนถึงการเข้าซื้อลูคัสฟิล์ม (Lucasfilm) จนนำมาสู่การสร้าง STAR WARS ไตรภาคใหม่ เอพพิโซด 7-8-9 และเอพพิโซดในอนาคต 10-11-12

ตระกูลเมอร์ด็อคได้หุ้นดิสนีย์

murdoch

จากการที่ตระกูลเมอร์ด็อค เจ้าของเดิมของฟ็อกซ์ เมื่อการขายธุรกิจสำเร็จ จะมีการออกหุ้นใหม่ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมของฟ็อกซ์ ซึ่งมีการคำนวณแล้วว่า ตระกูลเมอร์ด็อค จะได้ถือครองหุ้นดิสนีย์ราว 5% 

ที่น่าสนใจก็คือ การขายกิจการให้กับดิสนีย์ ถือเป็นการ 'exit' หรือการหาทางลงที่สวยงามมากๆ จากธุรกิจบันเทิงของเมอร์ด็อค เนื่องจากที่ผ่านมาธุรกิจบันเทิง มีแนวโน้มที่จะโดน 'Disrupt' โดยกลุ่มผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิงอย่างเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) เพราะเทรนด์ในธุรกิจบันเทิงหลังจากนี้ ผู้คนจะดูความบันเทิงผ่านระบบสตรีมมิงมากขึ้น ที่สามารถสร้างประสบการณ์ตรงให้กับคนดู ในราคาที่ย่อมเยา อีกทั้งฟ็อกซ์ก็ไม่มั่นใจว่า หากไม่ exit ในเวลานี้ ก็ไม่รู้จะ exit ตอนไหน นั่นเป็นเพราะฟ็อกซ์เองก็ไม่มั่นใจว่า จะสร้างประสบการณ์ความบันเทิงด้วยรูปแบบสตรีมมิงได้ดีเท่าเน็ตฟลิกซ์หรือไม่ การขายธุรกิจให้บริษัทที่มีสายป่านยาวอย่างดิสนีย์ ย่อมเป็นทางออกที่ดีกว่า

ธุรกิจล่าสุดของดิสนีย์

การได้ธุรกิจความบันเทิงของฟ็อกซ์เข้ามา ทำให้ผังภายในบริษัทของดิสนีย์ มีการเปลี่ยนแปลงพอสมควร ซึ่งจะมีดังนี้

Fox Network Group

foxnetworksgroupFox Networks Groupผังธุรกิจเคเบิ้ลทีวีฟ็อกซ์ ที่กำลังจะเป็นของดิสนีย์

ธุรกิจส่วนนี้เป็นอีกหนึ่งแหล่งทำงานของฟ็อกซ์ โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นช่องทีวีที่ฉายตามเคเบิ้ลทีวี ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ความบันเทิง ภาพยนตร์ สารคดี โดยรองรับกลุ่มคนดูทุกชาติ ทุกภาษา ซึ่งช่องที่ดิสนีย์จะได้ไป ก็จะมี National Geographic, FX Networks, Fox Life, BabyTV และ Fox Sports เป็นต้น

Sky

sky

การเข้าไปถือครองฟ็อกซ์ในครั้งนี้ ส่งผลให้ดิสนีย์จะได้ถือครองหุ้นจำนวน 39% ของเคเบิ้ลรายใหญ่แห่งสหราชอาณาจักรอย่าง Sky และที่น่าสนใจคือ สำหรับ Sky เองก็เป็นบริษัทที่ถือครองลิขสิทธิ์ด้านกีฬาเยอะมาก จึงเป็นการเสริมทัพด้านธุรกิจกีฬาให้กับดิสนีย์โดยปริยาย

โดยธุรกิจ Fox Network Group และ Sky คาดว่าจะอยู่ภายใต้การดูแลของ Disney Media Network ซึ่งเป็นบริษัทที่ดูแลช่องทีวีของดิสนีย์ 

20th Century Fox

20th20th Century Fox20th Century Fox จะทำให้ดิสนีย์ยิ่งใหญ่ในวงการฮอลลีวูด

คอภาพยนตร์คงรู้จัก 20th Century Fox เป็นอย่างดี เนื่องจากค่ายฟ็อกซ์นับได้ว่าเป็นสตูดิโอที่ผลิตภาพยนตร์ระดับคุณภาพออกมาให้เห็นในปีหนึ่งๆ ก็หลายสิบเรื่อง แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ภายหลังที่ซูเปอร์ดีลนี้จบลง ดิสนีย์จะได้ถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ STAR WARS 100% เต็ม เนื่องจากแต่เดิมดิสนีย์ เป็นเจ้าของสิทธิ์ STAR WARS เฉพาะเอพพิโซด 7-8-9, Rogue One รวมถึง Solo: A Star Wars Story โดยไม่มีไตรภาคเดิม เอพพิโซด 1-6 แต่การซื้อกิจการครั้งนี้ ทำให้ดิสนีย์ได้ถือครองทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย

พร้อมกันนี้ยังรวมไปถึงลิขสิทธิ์ภาพยนตร์อื่นๆ อย่างเช่น Avatar ผลงานกำกับระดับมาสเตอร์พีซของเจมส์ คาเมรอน ภาพยนตร์การ์ตูนครอบครัว The Simpsons, Kingsman, Die Hard, Titanic, The Martian และที่ขาดไม่ได้ นั่นคือ การกลับคืนสู่บ้านที่แท้จริงของ Deadpool, X-Men และ Fantastic Four

นอกเหนือจากนี้ ในการซื้อขายครั้งใหญ่ ดิสนีย์จะได้หุ้นราว 30% ของ Hulu ผู้ให้บริการสตรีมมิงที่ฟ็อกซ์ถืออยู่เป็นของแถมในการซื้อขายครั้งนี้ โดยหลังจากนี้ธุรกิจที่ยังหลงเหลือในมือของฟ็อกซ์ ก็จะเป็นสำนักข่าวที่มีถิ่นฐานในอเมริกา เช่น Fox Sports ในสหรัฐอเมริกา, Fox Business และ Fox News เป็นต้น

สรุปแผนผังอาณาจักรใหม่ของดิสนีย์

graphicThe Guardianแผนผังบริษัทย่อยทั้งหมดของดิสนีย์

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!