ดัชนีดาวโจนส์ปิดลดลง1.72จุด

กระแสหุ้นออนไลน์

สนับสนุนเนื้อหา

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดเมื่อคืนนี้ (6 ต.ค.) ที่ 22,773.67 จุด ลดลง 1.72 จุด หรือ -0.01% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,549.33 จุด ลดลง 2.74 จุด หรือ -0.11% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,590.18 จุด เพิ่มขึ้น 4.82 จุด หรือ +0.07% หยุดสถิติปิดบวกติดต่อกัน 7 วันทำการที่ผ่านมา หลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่ทรุดตัวลงในเดือนก.ย. ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี อย่างไรก็ดี ดัชนีขยับลงไม่มาก เนื่องจากนักวิเคราะห์มองว่า ตัวเลขการจ้างงานที่ดิ่งลงดังกล่าวเป็นผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราวของพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์และเออร์มา ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ยังคงบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่ง
สำหรับตลอดทั้งสัปดาห์ ดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น 1.7% S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.2% และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น 1.5%
ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กวันศุกร์นั้น ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวลดลงครั้งแรกในรอบ 8 วัน หลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรลดลง 33,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. หลังจากเพิ่มขึ้น 156,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. ขณะที่อัตราการว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.2% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 16 ปี จากระดับ 4.4% ในเดือนส.ค.
ทั้งนี้ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนก.ย.ลดลงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ย.2553 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากพายุเฮอร์ริเคนฮาร์วีย์ และเออร์มา ซึ่งทำให้ภาคธุรกิจในรัฐเท็กซัส ฟลอริดา และอีกหลายรัฐทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐต้องปิดกิจการ ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากประสบภาวะตกงานชั่วคราว
นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 90,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. และอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.4%
อย่างไรก็ดี ดัชนีดาวโจนส์ รวมถึง S&P 500 ปรับตัวลดลงไม่มาก ขณะที่ Nasdaq พยุงตัวปิดแดนบวกได้ เนื่องจากนักวิเคราะห์ระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานที่ทรุดตัวลงในเดือนก.ย.นั้นเป็นผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราวของพายุเฮอร์ริเคนสองลูก ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจอื่นๆ ยังคงบ่งชี้ว่า เศรษฐกิจและตลาดแรงงานของสหรัฐยังคงมีความแข็งแกร่ง
โดยในการเปิดเผยตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน หรือค่าแรงต่อชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ พบว่าเพิ่มขึ้น 0.5% ในเดือนก.ย. หรือเพิ่มขึ้น 12 เซนต์ สู่ระดับ 26.55 ดอลลาร์ และเท่ากับพุ่งขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าระดับ 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟด สิ่งนี้หมายความว่าเฟดมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธ.ค.
โกลด์แมน แซคส์ ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือนธ.ค. สู่ระดับ 80% จากเดิมที่ 75% หลังการเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันนี้ ซึ่งระบุถึงการดีดตัวขึ้นของตัวเลขรายได้ต่อชั่วโมงของแรงงาน และการร่วงลงของอัตราการว่างงาน แม้มีการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ทรุดตัวลงในเดือนก.ย.
ด้านกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยในวันศุกร์เช่นกันว่า สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งประจำเดือนส.ค.พุ่งขึ้น 0.9% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.ปีที่แล้ว หลังจากปรับตัวขึ้น 0.6% ในเดือนก.ค.
นอกจากนี้ หากไม่นับรวมหมวดรถยนต์ สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งพื้นฐาน ซึ่งใช้ในการคำนวณตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนส.ค.
ขณะเดียวกัน ยอดขายในภาคค้าส่งพุ่งขึ้น 1.7% ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค.ปีที่แล้ว หลังจากทรงตัวในเดือนก.ค.

 

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!