สคร.ใช้ PPP Fast Track เร่งรถไฟฟ้า3สาย

สคร.ใช้ PPP Fast Track เร่งรถไฟฟ้า3สาย
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

สคร.ใช้ PPP Fast Track ดันโครงการรถไฟฟ้า 3 สายสำเร็จใน 9 เดือน ช่วยกระตุ้นการลงทุนของประเทศได้กว่า 1.9 แสนล้านบาท

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ กรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ หรือคณะกรรมการ PPP แถลงความสำเร็จของนโยบายการเร่งรัดโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนของรัฐ หรือ PPP Fast Track โดยระบุว่า จากการดำเนินงานเพื่อพัฒนาโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐสามารถผลักดันโครงการรถไฟฟ้า3สายมูลค่า1.9 แสนล้านบาทให้สำเร็จภายใน 9 เดือน จากเดิมต้องใช้เวลา 25 เดือน ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟาสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย มูลค่าโครงการกว่า 83,877ล้านบาท สายสีชมพู ช่วงแคราย-มีนบุรี วงเงิน 56,691 ล้านบาท และสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง วงเงิน 54,644 ล้านบาท 

ซึ่งโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีเหลืองจะมีการลงนามในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ ขณะที่ มาตรการความโปร่งใสยังคงผ่านการตรวจสอบจาก 7 หน่วยงาน รวมทั้งมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชนอีก 7 คนเช่นเดิม

นายเอกนิติ ยังเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการพีพีพีในปลายเดือนนี้ คาดว่ากระทรวงคมนาคมจะเสนอ 2 โครงการ เพื่อใช้มาตรการ PPP Fast Track คือโครงการมอร์เตอร์เวย์สายบางใหญ่-กาญจนบุรี และ บางปะอิน-โคราช รวมมูลค่า 1. 3 แสนล้านบาท ที่จะเข้าสู่การพิจารณารวมทั้งคาดว่าจะมีการเสนอโครงการใหม่ ตามที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายให้กระทรวงคมนาคมพัฒนาเส้นทางรถไฟฟ้าทั้งในต่างจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยวคือจังหวัดเชียงใหม่และภูเก็ตวงเงินประมาณ 6 แสนล้านบาท และยังมีโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ช่วงเตาปูน-วงแหวนกาญจนาภิเษก และรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรม-มีนบุรีและช่วงศูนย์วัฒนธรรม-ตลิ่งชันที่จะพิจารณา

ขณะเดียวกัน นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้สั่งการให้จัดทำร่าง พ.ร.บ.เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐฉบับใหม่ โดยใช้รูปแบบ PPP Fast Track มาปรับใช้ เพื่อเป็นวิธีการอนุมัติโครงการเอกชนร่วมทุนในอนาคตซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้เกิดลงทุนมากขึ้น โดยในร่างกฎหมายใหม่จะเพิ่มมาตรการความโปร่งใสโดยคณะกรรมการต้องส่งข้อมูลให้องค์กรอิสระตรวจสอบร่วมด้วย อย่างไรก็ตามจะเสนอร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวให้รัฐมนตรีพิจารณาในเดือนกรกฎาคม และคาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาในเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้