นายกฯชูไทยHUBอาเซียนเชื่อมตปท.

นายกฯชูไทยHUBอาเซียนเชื่อมตปท.
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

นายกรัฐมนตรี ชูไทยเป็น HUB การท่องเที่ยวอาเซียนเชื่อมเส้นทาง ตปท. เร่งจัดการน้ำที่ดินรองรับการเกษตรตลอดปี ย้ำรัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เร่งแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่ป่าไม้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ว่า ในระหว่างวันที่ 28 -29 เมษายนที่ผ่านมาได้เดินทางไปประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 30 และได้เข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำแผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสาม ฝ่ายอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย ครั้งที่ 10 เพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงของโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งนี้ จัดขึ้นในปีที่อาเซียนก่อตั้งครบรอบ 50 ปี ทั้งนี้ที่ประชุมมีความเห็นสอดคล้องกันด้านการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ทำให้ต้องรักษาความเป็นแกนกลาง เพื่อให้ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีเสถียรภาพ รับมือกับความท้าทายรวมทั้งการส่งเสริมการค้าเสรีระหว่างกันด้วยการเร่งเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP 

นอกจากนี้จะต้องเดินหน้าเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบต่างให้สมบูรณ์ ทั้งการการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ยกระดับให้ภูมิภาคนี้เป็น"จุดหมายปลายทางเดียวกัน" ที่เรียกว่า "Single Tourist Destination" โดยได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวภูมิภาค อาเซียน ภายใต้ชื่อ "Visit ASEAN at 50" คาดว่า จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ กว่า 121 ล้านคน และทำรายได้ให้กับประเทศสมาชิก ถึง 29 ล้านล้านบาท ประมาณ 828 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายเส้นทาง เชื่อมโยงเส้นทางรถไฟสายคุนหมิง - สิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2563 พัฒนาทางหลวงอาเซียนเชื่อมไทยกับเมียนมา กัมพูชา ลาว และเวียดนาม  ซึ่งจะส่งผลให้ไทยสามารถยกฐานะ ไทยขึ้นเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอื้อประโยชน์ในการเชื่อมต่อให้กับประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ รัฐบาลได้จัดทำยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวปี 2558 - 2560 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายต่อรายสูงขึ้นไปพร้อม ๆ กัน โดยมีการวางแผนส่งเสริมตลาดท่อ งเที่ยวไทยสู่การเป็น "จุดหมายปลายทางเพื่อการเดินทาง มาพักผ่อนที่มีคุณภาพ" หรือ "Quality Leisure Destination" โดยจะต้องทำควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกทั้งต้องกระจายช่วงเวลาการท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเที่ยวไทย และสร้างรายได้ให้กับประเทศได้ตลอดปี เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่างๆ และเป็นการกระจายแหล่งท่องเที่ยว ผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในแต่ละชุมชนในจังหวัดรองให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักท่องเที่ยว ซึ่งก็จะช่วยเสริมสร้างการจ้างงานในท้องถิ่นและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากขึ้น

นอกจากนี้ การน้อมนำเอาหลักการของศาสตร์พระราชาที่การพัฒนาต้อง "ระเบิดจากภายใน" เพื่อให้ชุมชนเข้าใจ เห็นประโยชน์ และอยากเข้าร่วม มาใช้สร้างความเข้มแข็ง สร้างความมั่นคงให้ชุมชน ก่อนที่จะเปิดรับการพัฒนาจากภาย นอกเพื่อต่อยอดต่อไป โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อน และอยากให้พื้นที่ต่างๆ ได้น้อมนำศาสตร์พระราชานี้ไปใช้ ในชุมชนเพื่อสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนด้วย 

นายกฯ ยังกล่าวอีกว่า รัฐบาลได้บริหารจัดการที่ดินและผืนป่าแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ของประเทศอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาสามารถดำเนินการทวงคืน ผืนป่าได้แล้วจำนวน กว่า 349,000 ไร่ ฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ จำนวนกว่า 212,498 ไร่   ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็เร่งให้มีการบูรณาการระ หว่างของกระทรวงต่าง ๆ เพื่อบริหารจัดการที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาลให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยรัฐบาลได้จัดหาที่ดิน และอนุญาตให้ประชาชนเข้าทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐเป็นกลุ่มหรือชุมชน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข แต่ไม่สามารถเรียกร้องให้รัฐออก เอกสารสิทธิได้ โดยรัฐบาลได้ดำเนินการบริหารจั ดการใน 5 ประเภทที่ดิน ได้แก่ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ปฏิรูปที่ดิน พื้นที่สาธารณประโยชน์ พื้นที่ป่าชายเลน และพื้นที่ราชพัสดุ 

ทั้งนี้ รัฐบาลยังจะเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการจัดที่ ดินให้แก่ผู้ยากไร้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมทุกฝ่าย เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับพื้นที่และรายได้ของพี่น้องประชาชน ด้านการบริหารจัดการน้ำ ประเทศไทยย่างเข้าฤดูฝน ในปีนี้ได้รับรายงานว่า ตั้งแต่ต้นปี 2560 มกราคม ถึง เมษายน มีปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่มากกว่าปีที่แล้วร้อยละ 13 แต่คาดว่าทั้งปีปริมาณฝนรวมของทั้งฤดูจะต่ำกว่าปีที่แล้ว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมแผนการจัดสรรน้ำทั้งระบบ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำกินน้ำใช้ น้ำเพื่อการเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เพียงพอตลอดทั้งปี ด้านนวัตกรรมเพิ่มมูลค่าสินค้า ของรัฐบาลได้สนับสนุนธุรกิจไทยให้เพิ่มมูลค่าแก่สินค้า  คือการสนับสนุนให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นๆ ของรัฐ สามารถจัดซื้อสินค้าและบริการด้วยวิธีกรณีพิเศษ