หนุนแบงก์ใช้ดอกเบี้ยะBIBOR ธปท.ดันสุดตัวระบุอ้างอิงเงินบาท ประชาชนได้ประโยชน์คุ้มกว่าMLR

หนุนแบงก์ใช้ดอกเบี้ยะBIBOR ธปท.ดันสุดตัวระบุอ้างอิงเงินบาท ประชาชนได้ประโยชน์คุ้มกว่าMLR

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
แบงก์ชาติหนุนแบงก์พาณิชย์ ใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิง BIBOR แทน MLR ระบุข้อดีอ้างอิงเงินบาทภายในประเทศ เตรียมเดินหน้าผลักดันด้วยการส่งเสริมการออกบัตรเงินฝาก FRN จ่ายผลตอบแทนอิง BIBOR พร้อมขอความร่วมมือแบงก์พาณิชย์ ให้กำหนดดอกเบี้ยเงินกู้ยืมลูกค้าโดยอิงBIBOR เผยข้อดี-เสียอัตราดอกเบี้ย THBFIX แม้จะสะท้อนภาวะตลาดการเงินดีกว่า MLR แต่ยังมีความผันผวนสูง

หลังจากที่สมาคมธนาคารไทยพยายามหาแนวทางในการสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงใหม่ที่จะนำมาใช้ทดแทนอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา (MLR) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำของการปล่อยสินเชื่อ และบวกส่วนต่าง เพิ่มตามความเสี่ยงของลูกค้าแต่ละราย เช่นเดียวกับหลักการที่ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศนำมาใช้ปัจจุบัน ซึ่งสาเหตุที่ได้มีการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง เนื่องจากหลายฝ่ายต่างเห็นว่า ในช่วงที่ผ่านระบบการคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ด้วยการอ้างอิงจากอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงได้มากนัก

**MLR ไม่สะท้อนความเป็นจริง

เพราะแม้ว่าธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งจะอ้างอิง MLR ในการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมขั้นต่ำจากลูกค้า แต่ในความจริงจะมีอัตราดอกเบี้ย MLR - สำหรับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มีอำนาจต่อรองสูง และที่สำคัญแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีทิศทางขาลง แต่อัตราดอกเบี้ยMLRก็ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้การคิดอัตราดอกเบี้ย MLR ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงมากนัก

ดังนั้นจึงได้เริ่มมีการพูดถึงการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมอ้างอิงการกู้ยืมเงินบาท (THBFIX : Thai Baht Interest Rate Fixing) เพราะเห็นว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สามารถปรับขึ้น - ลงตามภาวะตลาดเงิน ซึ่งเป็นผลดีต่อลูกค้ามากกว่า อย่างไรก็ตามแม้ว่าหลายฝ่ายจะเห็นว่า อัตราดอกเบี้ย THBFIX จะสามารถสะท้อนภาวะตลาดการเงินได้ดีกว่าอัตราดอกเบี้ย MLR แต่ในความเป็นจริงอีกด้านของอัตราดอกเบี้ย THBFIX ค่อนข้างจะมีความผันผวนสูงในช่วงที่เศรษฐกิจไม่นิ่ง เนื่องจาก THBFIX เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงการกู้ยืมเงินบาท โดยอ้างอิงจากธุรกรรมสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ฉะนั้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน ตลาดมีความต้องการถือครองเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯจำนวนมาก ก็จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ย THBFIX ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นจึงมีความพยายามจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ไทยใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแบบ BIBOR หรืออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงระยะสั้นตลาดกรุงเทพฯ เนื่องจากไม่มีความผันผวน เพราะเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเงินบาทภายในประเทศเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับที่นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง (ตำแหน่งก่อนจะมีการปรับโยกย้ายเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2552) เคยให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าอัตราดอกเบี้ย MLR ไม่ค่อยสะท้อนความเป็นจริงในตลาดเท่าที่ควร แม้ว่าในทางทฤษฎีอัตราดอกเบี้ย MLR จะต้องสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีทิศทางขาลง แต่จะพบว่าอัตราดอกเบี้ย MLR ที่ธนาคารพาณิชย์คิดจากลูกค้ายังอยู่ในระดับสูง

*ธปท.ดึงแบงก์ยึด BIBOR

แต่หากธนาคารพาณิชย์ปรับมาใช้อัตราดอกเบี้ย THBFIX คงไม่เหมาะสมเท่าไหร่นัก เมื่อเทียบกับ BIBOR เพราะอัตราดอกเบี้ย THBFIX ค่อนข้างจะมีความผันผวนสูงตามความต้องการถือครองค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่อัตราดอกเบี้ย BIBOR ค่อนข้างนิ่ง เพราะเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเงินบาทภายในประเทศเท่านั้น ฉะนั้นธนาคารพาณิชย์ควรจะหันมาใช้อัตราดอกเบี้ย BIBOR มากกว่า แต่ในช่วงที่ผ่านมาปริมาณธุรกรรมทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย BIBOR ยังมีค่อนข้างน้อยมาก ซึ่งธปท.ก็คงจะเดินหน้าผลักดันให้มีการใช้มากขึ้นในอนาคต

สำหรับสาเหตุที่อัตราดอกเบี้ย BIBOR ยังไม่เป็นที่นิยมมาก แม้ว่าจะไม่มีความผันผวนตามคำยืนยันของแบงก์ชาติ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะธนาคารพาณิชย์ยังมีทางอื่น ที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า ซึ่งน.ส.สุภารัตน์ เตชะเกษม เจ้าหน้าที่ลงทุนอาวุโส สำนักตลาดการเงิน ฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธปท.ชี้ให้เห็นว่า การกู้ยืมระหว่างกันของธนาคารพาณิชย์ด้วยการอ้างอิงอัตราดอกเบี้ย BIBOR ยังไม่เป็นที่นิยม เพราะธนาคารพาณิชย์ยังมีทางเลือกอื่นที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า ทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม MLR ที่ธนาคารพาณิชย์สามารถกำหนดได้เองภายใต้ต้นทุนที่มีอยู่ในปัจจุบัน

แต่หากดูประโยชน์สูงสุดที่ประชาชนจะได้รับ การใช้อัตราดอกเบี้ย BIBOR น่าจะดีกว่า เพราะการกำหนดอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง BIBOR จะมีการกำหนดตามช่วงเวลา ทั้งแบบ 3 เดือน , 6 เดือน และ 12 เดือน ในขณะที่อัตราดอกเบี้ย MLR จะเป็นอัตราเดียว ไม่มีการแบ่งเป็นช่วงเวลาเช่นเดียวกับ BIBOR ดังนั้นธปท.คงจะมีการผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์หันมาใช้อัตราดอกเบี้ย BIBOR มากขึ้นในอนาคต ด้วยการส่งเสริมการออกพันธบัตรอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (FRN) ที่คิดผลตอบแทนอิงกับ BIBOR ควบคู่ไปกับการขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมจากลูกค้าด้วยอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแบบ BIBOR

ถามว่าตอนนี้ตลาดไทยตัวเลขอะไรที่จะสะท้อนดอกเบี้ยในอนาคต มันยังไม่ค่อยมีอะไรเหมาะสมเท่าไหร่ บอกได้คร่าวๆ จะบอกว่าแป๊บๆ 0.25% หรือ 0.50% ยังไม่มี เพราะเรายังไม่มีเครื่องมือทางการเงินเหล่านั้น แต่เมืองนอกเขาจะมี เฟดฟันด์ ฟิวเจอร์ มีอะไรที่จะบอกได้เป๊ะๆเลย แต่เราไม่มี นางสาวสุภารัตน์กล่าวย้ำ

ทั้งหมดคงสะท้อนให้เห็นได้บ้างว่า อย่างน้อยอัตราดอกเบี้ย MLR คงไม่เหมาะสมกับภาวการณ์ปัจจุบันแล้ว แต่การที่จะผลักดันให้ BIBOR ขึ้นมาแทนที่ MLR ที่ถูกใช้มากกว่า 10 ปีนั้น ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ซึ่งงานนี้แบงก์ชาติในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลคงต้องเร่งมือหามาตรการกระตุ้นอย่างจริงจัง เพื่อประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับในระยะยาวต่อไป

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล