ต้องมีเงินเก็บขนาดไหนถึงจะได้ว่าปลอดภัย

ต้องมีเงินเก็บขนาดไหนถึงจะได้ว่าปลอดภัย
Money Hub

สนับสนุนเนื้อหา

ในปัจจุบันในเรื่องของการออมเงินเพื่อที่จะมีไว้ใช้ยามฉุกเฉินในอนาคตนั้น เรียกได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความใกล้ตัวอย่างมากเลยล่ะ เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับตัวเอง ยิ่งในปัจจุบันที่เศรษฐกิจต่างๆทั่วโลกกำลังมีปัญหาอยู่ด้วยแล้ว มันคงเป็นเรื่องที่น่าหวาดเสียวไม่น้อยเลยล่ะสำหรับใครหลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานบริษัทเพราะไม่รู้ว่าตัวเองนั้นจะให้ถูกออกจากงานเพื่อที่จะลดภาระของบริษัทตอนไหน  หรือจะเป็นอาชีพฟรีแลนซ์ที่ไม่มีงานเพราะว่าเหล่านายจ้างกำลังโดนพิษเศรษฐกิจเล่นงาน

เรียกได้ว่าความเสี่ยงนั้นสามารถเกิดขึ้นกับเราได้ทุกเวลานะ และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอเหตุการณ์ต่างๆเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นถูกไล่ออกจากงาน ไม่มีงานเข้ามาหรือเกิดเรื่องบางเรื่องที่ต้องใช้เงินเยอะอย่างค่าอุบัติเหตุ ค่ารักษาพยาบาล สิ่งที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากช่วงเวลาที่เลวร้ายเหล่านั้นได้ก็คือเงินเก็บหรือเงินออมของเรานะ


เงินเก็บหรือเงินออม เป็นเงินสำรองยามฉุกเฉินที่จะช่วยให้เรารอดพ้นจากวิกฤตต่างๆที่ต้องใช้เงินได้เป็นอย่างดี โดยในแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างกันไปตามปริมาณเงินเก็บและปริมาณเงินที่ต้องใช้เมื่อเจอวิกฤตต่างๆ ใครที่มีเงินออม มีเงินเก็บที่มาก ก็จะสามารถรอดพ้นจากวิกฤตต่างๆไปได้ด้วยดี แต่ถ้าหากใครที่มีเงินเก็บไม่มาก ก็คงต้องวางแผนรัดเข็มขัดจนแน่นอย่างมากเพื่อที่จะลดรายจ่ายต่างๆรอบตัวให้มากที่สุด เรียกได้ว่ายิ่งมีเงินเก็บมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเท่านั้นนะ

แล้วเราต้องเก็บเงินมากขนาดไหนล่ะถึงจะเรียกว่ามีความปลอดภัยในระบบการเงิน เราสามารถคำนวณได้อย่างง่ายๆตามนี้เลย


1. สำหรับมนุษย์เงินเดือน

เราทุกคนรู้ดีกันอยู่แล้วว่าเหล่ามนุษย์เงินเดือนนั้น ค่อนข้างมีความมั่นคงในตัวเองอย่างมากเลยล่ะในแต่ละเดือน เพราะด้วยเงินที่จะออกทุกๆสิ้นเดือนหรือตามเวลาที่เรากำหนด ก็สามารถทำให้เราวางแผน จัดระบบการเงินของตัวเองได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงช่วยให้การกู้เงินหรือทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆเป็นเรื่องที่ง่ายอีกด้วย เพราะว่ามีเงินเข้ามาทุกเดือนๆ ทำให้ทางธนาคารสามารถมั่นใจได้เลยว่าเราจะมีเงินอย่างแน่นอน

ซึ่งการเก็บเงินจนเรียกได้ว่าปลอดภัยกับชีวิตหรือมีความมั่นคงนั้น ควรจะเก็บเงินจนมีเงินประมาณ 3-6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือนของเรา เพื่อที่ว่าเจอเหตุการณ์อะไรก็ตามที่เราไม่ได้คาดคิด อย่างเช่นโดนให้ออกจากงานเพราะพิษเศรษฐกิจ เงินในส่วนนี้จะช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตของเราได้ถึง 3-6 เดือนเลยทีเดียวล่ะ

โดยวิธีการเก็บเงิน การเก็บเงินเพียงเดือนละ 10% ของรายได้ของเรา อาจจะทำให้ใช้เวลาที่นานไม่น้อยเลยล่ะกว่าจะทำให้ตัวเองอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่ามีความปลอดภัย ฉะนั้นแล้วควรปรับจาก 10% ให้เป็น 15% 20% หรือเป็น 30% ได้ก็ยิ่งดีนะ เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับเราและการทำตัวเองให้พร้อมรับมือกับปัญหาได้เร็วมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความมั่นคงให้กับตัวเองได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น


2. สำหรับฟรีแลนซ์

ฟรีแลนซ์เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สามารถทำเงินได้อย่างมหาศาลต่อเดือนและก็เป็นอาชีพที่หนึ่งอาชีพที่ไม่สามารถทำเงินได้เลยในหนึ่งเดือน โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างรวมไปถึงสายงานของคนที่เป็นฟรีแลนซ์นั้นด้วย ซึ่งฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่แน่นอน บางเดือนได้เยอะ บางเดือนได้น้อย เพราะเหตุนี้จึงทำให้ระบบการเงินต่างๆเป็นเรื่องยากที่จะ Fix ให้ตายตัว โดยเฉพาะในเรื่องของรายจ่ายที่จะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเลยล่ะที่จะไม่ให้ตัวเองไม่ทรุดเมื่อต้องอยู่ในเดือนที่ไม่มีการว่าจ้างงาน ฉะนั้นแล้วควรจะมีเงินเก็บหรือมีเงินสำรองที่มากกว่ามนุษย์เงินเดือนนะ


สำหรับฟรีแลนซ์นั้น ปริมาณเงินที่เรียกว่าปลอดภัยควรจะมีมากกว่ารายจ่ายสูงถึง 10 เท่าเลยทีเดียว เพื่อที่ว่าเมื่ออยู่ในช่วงที่เลวร้ายที่สุดของชีวิตนั่นก็คือการไม่มีงานทำ ไม่มีการว่าจ้างงาน รวมไปถึงการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ จะได้อยู่รอดอย่างปลอดภัย

ยิ่งใครที่มีภาระทางการเงินอย่างเช่นผ่อนรถ ผ่อนโทรศัพท์มือถือด้วยแล้ว ควรที่จะเตรียมเงินสำรองล่วงหน้าไว้หลายๆเดือนนะ ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่แลดูลำบากไม่น้อย แต่ก็จะช่วยให้ทุกๆวันของเรามั่นคงอย่างมากเลยล่ะ

ปริมาณเงินเก็บที่ทั้งสองอาชีพนี้หาได้นั้น เราสามารถนำไปลงทุนเพื่อที่จะไม่ให้เงินเก็บของเรานั้นนอนอยู่เฉยๆ โดยเราสามารถเลือกที่จะลงทุนในส่วนที่มีความเสี่ยงที่ต่ำ เพื่อที่เราจะได้มีความปลอดภัยในงานส่วนนี้ที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม ซื้อหุ้นระยะยาวหรือแม้แต่ฝากประจำเป็นระยะเวลานานๆเพื่อดอกเบี้ยสูงๆก็ได้นะ เรียกได้ว่าเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เรานั้นมีเงินเก็บได้ตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้เร็วๆ แต่ถ้าหากใครที่เน้นความคล่องตัวในการใช้เงิน การเลือกฝากเงินไว้กับบัญชีออมทรัพย์ ก็มีความเหมาะสมอย่างมากเลยล่ะ ซึ่งเราไม่ควรมองข้ามวิธีเหล่านี้ไปนะ

สนับสนุนเนื้อหาโดย MoneyHub

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!