Brexit เป็นวิกฤตหรือโอกาสในตลาดหุ้นไทย?

Brexit เป็นวิกฤตหรือโอกาสในตลาดหุ้นไทย?
ลงทุนสไตล์ สนุก!

สนับสนุนเนื้อหา

จากผลประชามติของอังกฤษในวันที่ 24 มิถุนายน 2559 ที่ผ่านมาคะแนนโหวตมาจากผู้ใช้สิทธิทั้งหมด 33.57 ล้านคนคิดเป็น 72.2% ของผู้มีสิทธิทั้งหมด

การลงประชามติครั้งนี้ไม่มีผลทางกฎหมาย ต้องทำเรื่องผ่านรัฐสภาอังกฤษให้รับรองก่อน เกมส์การเมืองก็เกิดขึ้นเมื่อ

1. Davit Cameron ประกาศลาออกทำให้ต้องเลือกตั้งนายกฯคนใหม่ อาจต้องยื่นเรื่องช้าไปอีก 3 เดือน (ประมาณ ต.ค.)
2. คะแนนโหวต ตามกฎหมายระบุว่าถ้าคะแนนโหวตต่ำกว่า 60% (ครั้งนี้ 51.9%) และมีผู้ออกมาใช้สิทธิไม่ถึง 75% (ครั้งนี้ 72%)
อาจต้องทำประชามติรอบสอง


ท่านรู้มั้ยคะ! อังกฤษเป็นศูนย์กลางการเงินของ EU มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 10 ของโลก เมื่ออังกฤษออกจาก EU ต้องใช้เวลาประมาณ 2-5 ปีในการเจรจากับกลุ่มประเทศ EU เรื่องการค้า, การลงทุน และการอพยพคน ในระหว่างนี้อังกฤษต้องทำตามระเบียบของ EU แต่ EU ไม่สามารถเข้ามาบริหารจัดการกับอังกฤษได้ การที่อังกฤษออกจาก EU มีข้อดี ข้อเสีย คือ


เมื่อ Brexit เกิดถือเป็นวิกฤตการเงินโลก แต่กลับเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นดีๆ ถ้ามองตามความจริง เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น นักลงทุนจะขายสินทรัพย์เสี่ยง (หุ้น) ไปซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย (พันธบัตร, ทองคำ) ทำให้ของเหล่านั้นมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ในที่สุดหุ้นจะกลับมาขึ้นอีกครั้งเพราะ


1. อัตราผลตอแทนพันธบัตรรัฐบาลต่ำมากๆ เงินจึงไหลเข้าตลาดหุ้น
2. คาดว่า Fed ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยปีนี้
3. อาจจะเพิ่ม QE เพราะทั่วโลกมีปัญหา ทำให้มีเม็ดเงินใหม่เข้าระบบ


อ้าว!! ถ้า เงินสกุลยูโรและเงินปอนด์อ่อนค่า ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง หุ้นกลุ่มไหนที่ได้รับผลกระทบเชิงบวก/ลบอย่างไร?
ตามมาดูกัน


1. บริษัท ที่มีหนี้ต่างประเทศเป็นเงินสกุลยูโร ถ้าเงินยูโรอ่อนค่า เงินบาทจะแข็ง ทำให้จ่ายหนี้น้อยลง ได้แก่
+ THAI (มีหนี้ต่างประเทศเป็นยูโร 40%)
+ TPIPL (มีหนี้ต่างประเทศเป็นยูโร 17%)


2. บริษัทที่ค้าขายกับต่างประเทศรับรายได้เป็นเงินสกุลยูโร

3. ท่องเที่ยวไม่ได้รับผลกระทบ เพราะนักท่องเที่ยวมาไทยส่วนใหญ่เป็นชาวรัฐเซีย และเอเชีย

+ ERW, MINT, CENTEL

สรุปมานี้ให้เรารู้ทันเงินทอง รู้ทางลงทุนนะคะ

ผู้เขียน : นฤมล บุญสนอง CFP®
รองกรรมการผู้จัดการ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) จำกัด และ วิทยากรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย