ลงทุนในเด็กผลตอบแทนคืน 7 เท่า พม.สนับสนุนสร้างสถานรับเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน

ลงทุนในเด็กผลตอบแทนคืน 7 เท่า พม.สนับสนุนสร้างสถานรับเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน
Matichon

สนับสนุนเนื้อหา

แม้นวัตกรรมและเทคโนโลยีจะมีส่วนช่วยสำคัญให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่ก็มีอีกปัจจัยที่หลงลืมไม่ได้คือ สภาพจิตใจของผู้ทำงาน หากยังห่วงหน้าพะวงหลังกับลูกน้อยทางบ้าน ที่สุดผลผลิตงานก็ออกมาไม่เต็มที่ อาจรวมถึงผลผลิตทางพันธุกรรมเช่นกัน มากเข้าสะสมเป็นปัญหาภาพรวมกระทบเศรษฐกิจและสังคม

เหตุนี้จึงมีการรณรงค์ให้สร้าง “สถานรับเลี้ยงเด็กในที่ทำงาน” เพื่อให้พ่อแม่ได้ใกล้ชิดกับลูก ซึ่งเพื่อให้เห็นประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงจัดพิธีมอบใบอนุญาตจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก 10 แห่ง และมอบประกาศเกียรติคุณสถานประกอบการที่มีสถานรับเลี้ยงเด็ก 8 แห่ง และยังตรวจเยี่ยมสถานรับเลี้ยงเด็กต้นแบบในสถานประกอบการ ได้แก่ บริษัท อ๊าร์ท-เสรีนา ปิสตัน จำกัด และ บริษัท ดาต้าโปรดักส์ทอปปัง ฟอร์ม จำกัด ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง จังหวัดกรุงเทพฯ

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม. กล่าวว่า ข้อมูลหลายแห่งระบุตรงกันว่าเด็กวัยแรกเกิดถึง 6 ขวบ เป็นช่วงสำคัญของชีวิต เพราะสมองเติบโตมากที่สุด เช่นเดียวกับการลงทุนในเด็กจะให้ผลตอบแทนคืนมาถึง 7 เท่า ทั้งนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับเด็ก ที่ผ่านมาจึงมีโครงการเงินอุดหนุนเพื่อเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด 400 บาทต่อเดือน ล่าสุดยังมีนโยบายให้หน่วยงานรัฐหรือสถานประกอบการเอกชนมีสถานรับเลี้ยงเด็ก เพื่อส่งเสริมความอบอุ่นและสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ดีและอยากขยายผลในทุกมิติ

นางสาวอาทิตยา หนักแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการแผนกทรัพยากรมนุษย์ บริษัท อ๊าร์ท-เสรีนา ปิสตัน จำกัด ซึ่งเพิ่งเปิดสถานรับเลี้ยงเด็กมา 7 เดือน ปัจจุบันมีบุตรพนักงานในการดูแล 8 คน เก็บค่าบริการ 1,000 บาทต่อเดือน กล่าวว่า เริ่มแรกบริษัทมีแนวคิดจะปรับปรุงสวัสดิการให้พนักงาน ก็มาคิดว่าจะปรับปรุงอะไรที่ไม่ใช่ตัวเงินแต่มีคุณค่าทางจิตใจ จึงเริ่มจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งเปิดรับบุตรพนักงานอายุระหว่าง 3 เดือนถึง 4 ขวบ มาดูแลระหว่างวันทำงาน ตั้งแต่เวลา 07.15-16.30 น.

ส่วนระบบการดูแลและกิจกรรมก็มีตลอด เพราะเราได้ว่าจ้างบริษัทดูแลเด็กมืออาชีพมาดำเนินการ เสียค่าใช้จ่ายเดือนละแสนกว่าบาท ขณะที่ผู้ปกครองจ่ายเพียง 1,000 บาท เพื่อเป็นค่าอาหารและค่าส่งเสริมพัฒนาการด้วย อย่างไรก็ดี ในอนาคตเตรียมจะเปิดรับบุตรของพนักงานในนิคมอุตสาหกรรมนี้ด้วย เพราะสถานที่รองรับได้ถึง 80 คน

พี่เลี้ยงและน้องอิงอิง อายุ 4 เดือน

นางกันยา จิตรไพบูลย์ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายธุรการและทรัพยากรมนุษย์ บริษัท ดาต้าโปรดักส์ ทอปปัง ฟอร์ม จำกัด ซึ่งเปิดสถานรับเลี้ยงเด็กมา 6 ปี ปัจจุบันมีบุตรพนักงานในการดูแล 20 คน เก็บค่าบริการ 25 บาทต่อวัน กล่าวว่า พนักงานส่วนใหญ่ของเราเป็นคนต่างจังหวัด เวลามีบุตรก็มักส่งไปให้ปู่ย่าตายายที่ต่างจังหวัดเลี้ยง บ้างก็ตัดสินใจลาออกจากงาน เราไม่อยากสร้างสังคมแบบนี้ จึงริเริ่มสร้างสถานรับเลี้ยงเด็กขึ้นมา โดยเปิดรับดูแลบุตรพนักงานครอบคลุมทั้งกะทำงานกลางวันและกลางคืน ตั้งแต่เวลา 05.00-23.00 น. รับตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบ แต่จริงๆ ก็ดูแลบุตรพนักงานทั้งหมดหากมาฝาก

ขณะที่กิจกรรมก็มีตลอดทั้งวัน โดยได้ว่าจ้างบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านดูแลเด็กมาดำเนินการ เสียค่าใช้จ่ายเดือนละสองแสนกว่าบาท ขณะที่ผู้ปกครองจ่ายเพียง 25 บาทเพื่อเป็นค่าอาหาร

“พนักงานเป็นส่วนสำคัญขับเคลื่อนองค์กรให้มีประสิทธิผล แต่ก่อนมีประสิทธิผลประสิทธิภาพของคนต้องมาก่อน”

“นั่นคือขวัญกำลังใจ และปราศจากความกังวล เราจึงทำระบบนี้เพื่อช่วยเหลือกัน ซึ่งผลตอบรับก็ดีตั้งแต่เปิดครั้งแรก ที่พนักงานหญิงมาบอกกับดิฉันว่าหากไม่มีศูนย์ตรงนี้ ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับลูกของเขา มันมากกว่าคำขอบคุณ หรือบางคนที่พบว่าลูกมีปัญหาทางพัฒนาการ เช่น เป็นดาวน์ซินโดรม สมาธิสั้น ก็พบจากศูนย์เราที่มีการตรวจพัฒนาการช่วงวัยอยู่ตลอด” นางกันยากล่าว ก่อนจะฝากทิ้งท้ายไปยังสถานประกอบการอื่นๆ ว่า

“เริ่มไม่ยาก ลงทุนเริ่มแรกไม่กี่แสนบาท หากอยากทำเราพร้อมให้คำปรึกษา เพื่อทำให้เขาทำงานกับเราด้วยใจรัก ไม่ใช่ทำงานเพื่อเงิน”


อาทิตยา หนักแก้ว

กันยา จิตรไพบูลย์

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!