ธอส.คาดปีนี้สินเชื่อคงค้างทั่วปท.กว่า3ล้านล้าน

ธอส.คาดปีนี้สินเชื่อคงค้างทั่วปท.กว่า3ล้านล้าน
INN News

สนับสนุนเนื้อหา

ผอ.ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ เผย กทม.ครองอันดับ 1 มีโครงการบ้านจัดสรรอยู่ระหว่างขาย 445 โครงการ คาดสินเชื่อคงค้างทั่วประเทศปีนี้มากกว่า 3 ล้านล้านบาท เชื่อมาตรการกระตุ้นภาครัฐหนุนภาพรวมปีนี้โตถึง 10%

นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ตลาดบ้านจัดสรรที่อยู่ระหว่างการขายในปีนี้ พื้นที่กรุงเทพฯ ยังครองอันดับ 1 ที่มีจำนวนโครงการมากที่สุด 445 โครงการ ซึ่งเติบโตใกล้เคียงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีมูลค่ากว่า 435,500 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ชลบุรี 392 โครงการ มูลค่า 157,500 ล้านบาท นนทบุรี  200 โครงการ มูลค่า 168,000 ล้านบาท และ ปทุมธานี 161 โครงการ มูลค่า 120,000 ล้านบาท โดยมูลค่ารวมของตลาดบ้านจัดสรรทั่วประเทศในปีนี้มีโครงการไม่น้อยกว่า 2,500 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.4 ล้านล้านบาท ขณะที่ตลาดโครงการชุด คอนโดมิเนียม มีโครงการที่อยู่ระหว่างการขายมากกว่า 1,000 โครงการ มูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมมูลค่าตลาดบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมจะมีมูลค่ารวมกว่า 2.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 20 ของ GDP โดยมูลค่าของตลาดที่อยู่อาศัยไทย เมื่อนับจากมูลค่าของหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ทั่วประเทศอยู่ที่ 400,000-450,000 ล้านบทต่อปี ส่วนสินเชื่อคงค้างทั่วประเทศ

หลังสิ้นสุดไตรมาส 3 ในปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่ามากกว่า 3 ล้านล้านบาท และสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ในแต่ละปีเฉลี่ย 3 ปีล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาทต่อปี โดยในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 580,000-600,000 ล้านบาท สูงขึ้นจากปีก่อนที่ 570,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน นายสัมมา ยังเปิดเผยว่า จากการที่ภาครัฐออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ จะส่งผลดีต่อภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ และช่วยให้ทั้งปีสามารถเติบโตได้ถึงร้อยละ 10 หลังจากในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดอยู่ในภาวะชะลอตัวจากการที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น โดยภาพรวมหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สิ้นสุดไตรมาส 3 ของปีนี้ ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณร้อยละ 10.1 แบ่งเป็นบ้านจัดสรรอยู่ที่ 32,000 หน่วย ลดลงจากปีก่อนที่ 35,500 หน่วย หรือลดลงประมาณร้อยละ 9.8 คอนโดมิเนียมมีจำนวน 43,700 หน่วย ลดลงจากปีก่อน 48,700 หน่วย หรือลดลงประมาณร้อยละ 10.3 อีกทั้งมาตรการดังกล่าวจะส่งผลต่อเนื่องไปในปี 2559 และเกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจต่อเนื่อง เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาวะอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 3 ปรับตัวดีขึ้นที่ระดับ 52.2 จากระดับ 50.4 เนื่องจากประชาชนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น รวมถึงดัชนีราคาคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ปรับเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 4.8 ในระดับ ราคา 80,000-120,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาบ้านโตขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 3 และราคาทาวน์เฮาส์โตขึ้นจากปีร้อยละ 4

ทั้งนี้ ได้ประมาณการตัวเลขที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จพร้อมโอนทุกระดับราคาทั่วประเทศ จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของภาครัฐ ในมาตรการระยะสั้น 6 เดือน ถึง 30 เมษายน 2559 เชื่อว่าประชาชนจะมาใช้สิทธิประโยชน์ในการซื้อที่อยู่อาศัยประมาณ 157,000 หน่วย คิดเป็นมูลค่าประมาณ 470,000 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐจะช่วยลดหย่อนทั้งหมดประมาณ 14,018 ล้านบาท และช่วยลดหย่อนในส่วนของผู้ซื้อ คิดเป็นมูลค่า 9,314 ล้านบาท ส่วนระยะเวลามาตรการให้สิทธิ์ผู้ที่ซื้อบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท สามารถนำเอา ร้อยละ 20 ของมูลค่าบ้านที่ซื้อไปหักภาษีบุคคลธรรมดาได้เป็นเวลา 5 ปี คาดว่าจะมีผู้ใช้สิทธิ์ซื้อที่อยู่อาศัยรวม 79,300 หน่วย มูลค่าประมาณ 125,200 ล้านบาท และเมื่อนำร้อยละ 20 ไปหักลดหย่อนภาษี 5 ปี ภาครัฐจะช่วยลดหย่อนคิดเป็นมูลค่าประมาณ 25,040 ล้านบาท นำไปหักลดหน่อยภาษีต่อปี ประมาณ 5,008 ล้านบาท ทำให้เชื่อว่า เม็ดเงินที่ภาครัฐอุดหนุนจะเป็นไปตามที่กระทรวงการคลังเตรียมงบประมาณไว้ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!