ทฤษฎีปลาทูรู้แล้วรวย

ทฤษฎีปลาทูรู้แล้วรวย
AomMoney

สนับสนุนเนื้อหา

ตั้งชื่อซะหรูว่าเป็น “ทฤษฎี” เลยนะเนี่ย แต่จริงๆแล้วมันเป็นหลักการที่ผมคิดว่าน่าจะอธิบายเพื่อนๆทุกคนในการซื้อหุ้นได้เป็นอย่างดี เพราะผมเจอคำถามเยอะมากๆเลยว่าซื้อหุ้นตัวไหนดี ตัวไหนราคาถูกและน่าลงทุนอยู่บ้าง ผมจะขอให้ทุกคนได้ดูปลาทู 2 ตัวนี้ก่อนนะครับ


ตัวหนึ่งราคา 8 บาท อีกตัวหนึ่ง 12 บาท เหมือนเรามองหุ้นที่ราคาแพงๆแล้วก็มาตั้งคำถามว่า เราจะหาราคาที่ถูกๆบ้างจะซื้อตัวไหนดี แต่ความเป็นจริงแล้วเราต้องมาดูตัวแปรอื่นอีกนะครับ เช่น ถ้าเราซื้อปลามาในราคาดังกล่าวสิ่งที่เราจะได้รับคืออะไร


เอ๋…. พอมองแบบนี้แล้วเป็นยังไงเนี่ย สรุปว่าถ้าเราซื้อปลา 8 บาทจะได้ปลาหนัก 80 กรัม แต่ถ้าซื้อตัว 12 บาทจะได้หนัก 120 กรัม จริงๆแล้วมันราคาเท่ากันนะเมื่อเปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ซื้อมากับสิ่งที่ได้รับ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเราเข้าไปในตลาดเพื่อหาซื้อปลาทู เราจะพอรู้ได้ว่าตัวไหนแพง ตัวไหนถูก

ลองดูสิว่าเมื่อเราเดินเข้าไปในตลาดแล้วมีร้านเยอะๆให้เราเช็คราคาได้ ตัวไหนที่เราควรจะซื้อและตัวไหนที่เราไม่ควรซื้อ?


ถ้าเราจะซื้อปลาให้ได้กำไรต้องทำอย่างไร?
1. ซื้อเมื่อเราเห็นว่าราคามันถูกกว่าตลาดที่เป็นอยู่
2. ถ้าเราเป็นพ่อค้าคนกลาง เราต้องมองเพิ่มว่าจะเอาไปขายที่ไหนให้แพงกว่าเดิม
นี่แหละคือทฤษฎีปลาทู!
แล้วเรานำไปใช้ในการลงทุนในหุ้นได้อย่างไร?

แน่นอนครับว่าหากเราวิเคราะห์หุ้นเป็นเราจะรู้ว่า ค่า P/E (ราคาตลาดเทียบกำไร) และ P/BV (ราคาตลาดเทียบกับมูลค่าหุ้นทาบัญชี) ในราคาที่เหมาะสมต่อการซื้อหุ้นนั้นควรจะเป็นอย่างไร เราอาจจะจับจังหว่ะในการซื้อถ้าได้ราคาถูกลงกว่าเดิมได้ และถ้าเป็นหุ้นที่มีการเติบโตที่ดี ก็คำนวณดูว่าอนาคตจะสร้างผลกำไรให้ได้อย่างไร แต่ถ้าใครไม่แน่ใจนะครับว่าจะซื้อปลาตอนไหนดี ก็ซื้อมันทุกตัวแล้วขยำรวมเป็นต้นทุนเดียวกันด้วยการใช้ วิธีการออมหุ้นแบบ DCA ก็ได้นะครับ

เห็นไหมว่าการซื้อหุ้นมันก็เหมือนการซื้อปลาทูนั่นแหละ แค่ดูว่าจะซื้อให้มันถูกลงยังไงและขายมันแพงขึ้นได้ไหม หุ้นก็เช่นกันนะครับ
หมายเหตุ ปลาทูเป็นแค่ตัวอย่างเปรียบเทียบให้เรื่องราวสนุกขึ้นเท่านั้นนะครับ

Tar Kawin

IDOL DCA ให้ความรู้การลงทุนด้วยภาษาง่ายๆ

บทความจากwww.aommoney.com

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!