เทสโก้ปิดฉากร้านสะดวกซื้อ"365" โฟกัส"เอ็กซ์เพรส"ทุ่มหนัก3พันล้านลดราคาสินค้า

เทสโก้ปิดฉากร้านสะดวกซื้อ"365" โฟกัส"เอ็กซ์เพรส"ทุ่มหนัก3พันล้านลดราคาสินค้า
ประชาชาติธุรกิจ

สนับสนุนเนื้อหา

"เทสโก้" เลิกโมเดลร้านสะดวกซื้อ 365 หลังพบทับซ้อน "เอ็กซ์เพรส" ประกาศเดินหน้าขยายสาขาตามแผน 50 สาขา พร้อมทุ่มงบฯ 3 พันล้าน ทำโปรโมชั่นทุกสัปดาห์-ลดราคาสินค้าจำเป็นหวังปลุกการจำหน่าย

นายสมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานกรรมการบริหารฝ่ายการพาณิชย์ เทสโก้ โลตัส บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัดกล่าวว่า หลังจากที่เปิดทดลองโมเดลร้านสะดวกซื้อ 365 จำนวน 5 สาขาเมื่อปีที่ผ่านมา พบว่าเป็นฟอร์แมตที่ใกล้เคียงกับโมเดลเอ็กซ์เพรสที่มีอยู่เดิม ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคเรื่องความสะดวกสบายได้อยู่แล้ว จึงตัดสินใจปิดร้านดังกล่าวทั้งหมดตั้งแต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา จากนี้ไปจะหันมาโฟกัสการเปิดและทำตลาดโมเดลเอ็กซ์เพรสให้แข็งแกร่งมากขึ้น

ปัจจุบันเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรสมีทั้งหมด 1,450 สาขา จะเปิดเพิ่มอีก 50 สาขาในปีนี้ ทั้งพื้นที่ในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดที่มีศักยภาพเป็นโมเดลกึ่งมินิซูเปอร์เซ็นเตอร์ และร้านสะดวกซื้อพื้นที่ 300-600 ตร.ม. รวมถึงมีแผนจะเปิดสาขาของฟอร์แมตขนาดใหญ่ หรือไฮเปอร์มาร์เก็ตอีก 1 สาขา หลังจากที่ผ่านมาเปิดไปแล้ว 4 สาขาตั้งแต่ต้นปี จากปัจจุบันมี 160 สาขา

นายสมพงษ์กล่าวว่า นอกจากนี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจ กำลังซื้อที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน บริษัทได้ทุ่มงบฯ 3,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมาใช้งบฯส่วนนี้ 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะโฟกัสเฉพาะการทำโปรโมชั่น และนำไปปรับโครงสร้างราคาของกลุ่มสินค้าจำเป็น อาทิ สินค้าอุปโภคบริโภค โดย 6 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เริ่มปรับราคาขายสินค้ากลุ่มผ้าอ้อมและนมผงเด็กลง 10% และปลายสัปดาห์นี้จะเริ่มปรับราคาของกลุ่มนมยูเอชที และจะทยอยปรับกลุ่มสินค้าอื่น ๆ ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังปรับราคาอาหารสด เช่น ผัก, ผลไม้, เนื้อสัตว์ทั้งหมด 150 รายการ หรือ 60% ของแคทิกอรี่อาหารสดทั้งหมดให้ใกล้เคียงกับราคาขายส่ง หรือถูกกว่าช่องทางค้าปลีกด้วยกัน 15% รวมทั้งจะมีการทำโปรโมชั่นต่อเนื่องทุกสัปดาห์ตลอดทั้งปี

"ที่ผ่านมาเวลาทำโปรโมชั่นกระตุ้น จะได้ยอดขายที่เติบโตขึ้นในช่วงที่ทำ หากมองเป็นกราฟก็เป็นภาพของการขึ้นลง ๆ แต่เราอยากลดการแกว่งตัว ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและความต้องการผู้บริโภค จึงได้เพิ่มการลงทุนด้านราคา เพราะกำลังซื้อแบบนี้ใครก็อยากได้ของราคาถูก"

นายสมพงษ์ยังระบุต่อไปอีกว่า ในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมา สามารถมียอดขายที่เติบโตตามเป้า ในอัตราที่มากกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมค้าปลีกที่เติบโตอยู่ที่ 2.8% ได้ ส่วนครึ่งปีหลังบริษัทจะยังต้องพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจากสถานการณ์ด้านกำลังซื้อที่คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น คาดว่าจะส่งผลให้บริษัทมีการเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้