3 วิธีบอกลารายจ่ายเพื่อที่รัก

3 วิธีบอกลารายจ่ายเพื่อที่รัก
AomMoney

สนับสนุนเนื้อหา

ปัญหาเรื่องรายจ่ายหรือการเงินในครอบครัวนั้นเป็นจุดเล็กๆที่เรามักมองข้ามในช่วงที่รักหวานชื่น ประมาณว่า “เพราะรักจึงยอมทุกอย่าง” ถ้าที่รักอยากได้อะไรก็จัดให้ ทุ่มเททุกอย่างเพื่อความรักของเรา แล้วปัญหาจุดเล็กก็ค่อยๆสะสม สะสม สะสม….มาเรื่อยๆ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้เกิดเป็นหัวข้อทะเลาะในครอบครัวจนถึงขั้นแยกทางกันได้ เรามีพี่ชายที่นับถือคนนึงรักแฟนมากมีอะไรให้ได้ทุกอย่าง ยังไม่ทันได้แต่งงานก็เลิกลากันไปก่อนเพราะผู้หญิงโกงเงิน ซึ่งเขาก็รู้นะว่าถูกหลอกแต่ยังเต็มใจให้หลอก (เอ๊ะ เพลงคุ้นๆบอกอายุเลยหงะ)

“เงิน” เป็นเรื่องเล็กที่คู่รักไม่ค่อยสนใจ

แต่มันเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้เลิกรา

เรากำลังมองหาตัวอย่างอธิบายในบล็อกก็อ่านเจอกระทู้นี้ที่อ่านแล้วฮาดี แต่ถ้าอ่านหลายๆรอบแล้วคิดให้ละเอียดกว่านี้ก็อาจจะไม่ฮาก็ได้ รายจ่ายแบบนี้ถือเป็นรอยรั่วที่ก่อปัญหาใหญ่สั่นคลอนความรักของครอบครัวในอนาคตได้ ซึ่งพฤติกรรมการใช้จ่ายแบบนี้เกิดขึ้นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ถ้าเรารู้ตัวเองว่ากำลังมีพฤติกรรมแบบตัวอย่างข้างต้น ควรกลับมานั่งคิดเพื่อปรับปรุงวิธีการใช้เงินให้มากกว่านี้แล้วหละ

สมมติให้เงินเป็นน้ำ ถ้าเราเติมน้ำลงไปในภาชนะที่รั่ว
รับรองว่าเติมเท่าไหร่ก็ไม่มีทางเต็มได้ ถ้าเราไม่อุดรอยรั่วนั้นก่อน

3 วิธีบอกลารายจ่ายเพื่อที่รัก

1. เสื้อผ้า – โละของเก่ามาขายหรือบริจาค

การช้อปปิ้งนั้นเป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่ายิ่งซื้อ ยิ่งมีความสุข โดยเฉพาะป้ายลดราคาหรือลดกระหน่ำต่ำกว่าทุนที่ทำให้ขาของเราเดินตรงเข้าไปดูแบบอัตโนมัติ แค่อยากรู้ว่ามีอะไรลดราคาบ้าง อยากรู้ว่าคนเขามุงอะไรกัน ขอดูขำๆเดินจับๆนิดหน่อยก็ฟินละ แต่สุดท้ายเดินออกมาพร้อมกับถุงใส่เสื้อผ้าเต็มมือเดินยิ้มออกมาเลย พอมาถึงบ้านก็หาที่ยัดลงตู้ไม่ถูกว่าจะแขวนไว้ตรงไหนดี บางตัวซื้อมานานมากแต่ตอนนี้ใส่ไม่ได้เพราะเสื้อมันหดลง(หรือเราอ้วนขึ้นหว่า) ตัวโน้นก็ชอบตัวนี้้ก็ใช่ สุดท้ายก็กองไว้ที่หน้าตู้แล้วค่อยมาจัดทีหลัง

ถ้าเกิดเหตุการณ์ “ไม่มีอะไรใส่เลย” เหมือนในกระทู้เราอาจจะต้องหาเวลาว่างสักวันหนึ่งมาจัดเก็บตู้เสื้อผ้าบ้างแล้วหละ โดยแยกประเภทของเสื้อผ้าว่าชุดไหนใส่ได้ ชุดไหนใส่ไม่ได้ ชุดไหนซื้อมาแล้วไม่เคยใส่ ชุดไหนใส่จนเบื่อแล้ว ชุดไหนเป็นชุดเก่งของเรา ซึ่งเป้าหมายของการแยกเพราะจะได้นำชุดที่ใส่ไม่ได้แล้วมาขายต่อเป็นเสื้อผ้ามือสองเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินมาซื้อตัวใหม่หรือเอาไปบริจาคให้กับผู้ยากไร้

2. เครื่องสำอาง – ใช้ให้หมดแล้วค่อยซื้อใหม่

อะไรก็ได้ขอให้สวย ใส หน้าเด็กไว้ก่อน ไม่ว่าผู้หญิงหรือชายที่รักการดูแลผิวหน้าตัวเอง ยอมไม่ได้เด็ดขาดที่หน้าจะกลายเป็นหมีแพนด้า การใช้เครื่องสำอางก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้ดูดีได้ส่วนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นครีมบำรุงผิวต่างๆไปจนถึงอุปกรณ์แต่งหน้าลบรอยด่างดำ ยิ่งเครียดยิ่งต้องใช้ ไม่ผิดอะไรที่จะซื้อ แต่ก็อาจจะต้องดูความเหมาะสมบ้าง เช่น……

เครื่องสำอางที่จัดโปรโมชั่นซื้อ 1 แถม 1 ==> แบบนี้ก็ดีซิรีบซื้อตุนไว้เพราะของถูก

ลิปสติกสีใหม่ ==> ของใหม่ต้องซื้อซิ ผู้นำแฟชั่นอย่างเราจะพลาดได้ไง

ใช้ครีมนี้แล้วหน้าเด็ก ==> รีบจัดทันที ขอแค่มีคนชมว่าหน้าใสกระชากวัยลงสัก 5 ปีก็ดีใจละ

ยังดีที่ซื้อแล้วได้ใช้ แต่บางคนพอเจอของใหม่ก็ซื้ออีกทั้งที่ของเก่ายังไม่เห็นผลเลยว่าดีจริงรึเปล่า การซื้อตุนเก็บไว้มากๆจนลืมนึกไปว่ารุ่นแรกที่ตุนไว้ยังใช้ไม่ได้ใช้หรือยังใช้ไม่หมดเลย บางอันหมดอายุไปแล้วก็ยังเก็บไว้รกหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ถ้าทำแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆอาจจะสวยแต่ไม่มีกินเข้าสักวัน หนทางที่ดีที่สุด คือ การเรียก “สติ” กลับคืนมา

โดยการนั่งรวบรวมของที่ตุนไว้ทั้งหมดมารวมกัน แล้วคำนวณว่าของที่ซื้อตุนไว้ทั้งหมดนี้มันราคาเท่าไหร่ จะทำให้เรารู้ว่าเราใช้เงินออมไปกับของที่ไม่ได้ใช้เท่าไหร่บ้าง ตัดใจทิ้งของหมดอายุ แล้วค่อยๆใช้ของที่ตุนไว้ให้หมดทีละชิ้น ก่อนที่จะซื้อชิ้นใหม่ที่สำคัญคือ เวลาเจอของลดราคาอีกก็ถามตัวเองว่า “ของเก่าที่มีใช้หมดแล้วรึยัง” ถ้ายังใช้ไม่หมดก็ให้รีบเดินออกจากร้านซะเพราะถ้าอยู่นานก็อาจจะเสียเงินเพิ่ม เราอาจจะสร้างเงินหมุนจากเครื่องสำอางบางชิ้นที่ซื้อตุนไว้แล้วไม่ได้ใช้อาจจะไปขายต่อเพื่อนที่อยากได้หรือขายในเน็ตก็ได้เพื่อเปลี่ยนของที่ไม่ได้ใช้เป็นเงินไว้ซื้อของใหม่หรือเก็บไว้เป็นเงินออมก็จะดีมาก

3. ทำอาหาร – เพื่อใช้เวลาอยู่ด้วยกัน

การทานอาหารนอกบ้านในโอกาสพิเศษก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ความรักสดชื่นขึ้น แต่ถ้าบ่อยมากเกินไปความพิเศษนั้นก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปจนกลายเป็นความฟุ่มเฟือยที่เกินความจำเป็น ซึ่งการทานอาหารนอกบ้านในแต่ละครั้งจะมีรายจ่ายที่สูงมาก

เราน่าจะเพิ่มความพิเศษด้วยการทำอาหารทานเองที่บ้านเพื่อใช้เวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้น ช่วยกันทำอาหารกระหนุงกระหนิงกันน่ารักดี บางคนอาจจะคิดว่าทำอาหารไม่เป็นกลัวทำออกมาแล้วไม่อร่อย ใจเย็นๆ ไม่ต้องกลัวเพราะเรามีตัวช่วยต่างๆ เช่น น้ำซุปหรือเครื่องแกงสำเร็จรูปต่างๆ ที่ทำออกมาแล้วฝีมือไม่ต่างจากเชฟมือทอง แต่อร่อยกว่าเพราะใส่ความตั้งใจลงไปด้วย ^_^

ถ้าลองไปทำแล้วได้ผลยังไงก็บอกกันบ้างนะจ๊ะ

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!