ก้าวต่อไปของทายาท “สุริยาหีบศพ”

S! Money

สนับสนุนเนื้อหา

เอ่ยชื่อ “สุริยาหีบศพ” เชื่อว่าคนกว่าครึ่งประเทศน่าจะเคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้าง เพราะเป็นธุรกิจที่ให้บริการ “บ้านหลังสุดท้าย” กับคนไทยมาเกือบ 60 ปี ตั้งแต่ในยุคที่การขายโลงถือเป็นเรื่องอัปมงคล จนไม่มีใครกล้าเดินผ่านหน้าบ้าน มาจนถึงวันที่ลูกค้าสามารถสั่งซื้อโลงศพและพวงหรีดทางเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย

“ผมขายหีบศพก็เลยมีเพื่อนไม่เยอะ เพราะคนเห็นผมที่ไหนก็ทักว่า “มีคนตายเหรอ?” สมัยก่อนเคยเห็นบางคนเดินผ่านหน้าร้านแล้วยกมือไหว้ บางคนก็เดินอ้อมไปอีกฝั่ง ไม่อยากเดินผ่านหน้าร้าน เขาคงกลัว”

นั่นเป็นคำบอกเล่าจากผู้ก่อตั้ง “สมชาย สุริยเสนีย์” ที่ปลุกปั้นธุรกิจนี้มากับมือ จนถึงวันนี้ที่มี “สุริยาหีบศพ” เป็นสาขาที่ 8 โดยแต่ละสาขาคือมรดกที่ยกให้ลูกทั้ง 8 คน ยังไม่นับสาขาที่แบ่งให้กับพี่น้องคนอื่นๆ อีก 2 – 3 สาขาในเขตชานเมืองและต่างจังหวัด

กว่าที่สาขาแรกจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ หนทางก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โชคดีที่คุณสมชายคร่ำหวอดอยู่ในเรื่องศพๆ มาตั้งแต่ทำงานเป็นคนขับรถรับ-ส่งศพที่โรงพยาบาลศิริราช และจับพลัดจับผลูได้เป็นลูกมือหมอผ่าศพ มีวิชาความรู้ติดตัวมาพอสมควร

“ช่วงแรกๆ ก็ยังขลุกขลักอยู่ ต้องไปรับจ้างพวกทหารจีไอ ที่มารบที่ลาว เขามาจ้างลอกกระดูกออกจากศพ ตอนนั้นได้ค่าจ้างศพละ 1,500 บาท มากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนอีก สมัยนั้นเงินเดือน 450 บาทเอง อะไรที่เกี่ยวกับศพ ลอกกระดูก เลาะตับไตไส้พุง เอาสมองออกจากกะโหลก ผมทำได้หมด”

“สุริยาหีบศพ” ในวันนี้ ยังคงความคลาสสิคในบางส่วนเอาไว้ ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมที่จะก้าวให้ทันยุคสมัย และพฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนแปลงไป

กรรมวิธีในการผลิตโลงศพ ยังคงเป็นแบบเดิมที่สืบทอดมาแต่โบราณ ใช้แรงงานมีฝีมือบรรจงแปะทองคำเปลวลงไปทีละแผ่นจนครบ โดยเฉลี่ยแล้ว โลงศพ 1 โลง จะใช้ทองคำเปลว 4,000 – 5,000 แผ่น เรียกได้ว่าเป็นงานแฮนด์แมดของแท้ ราคาของโลงศพบางชนิดจึงสูงถึง 300,000 บาท

“โลงของเราต้องสวยจนคนเป็นยังอยากลงไปนอน” คือปรัชญาในการทำงานที่คุณสมชาย สุริยเสนีย์ ยึดถือมาโดยตลอด จึงทำให้ “สุริยาหีบศพ” ได้รับเกียรติให้เป็นผู้ดูแลพิธีศพของบุคคลมีชื่อเสียงหลายต่อหลายคน ไม่ว่าจะเป็น สมเด็จพระสังฆราช คุณอภิวันท์ วิริยะชัย อดีตนายกรัฐมนตรี สมัคร สุนทรเวช และนักแสดงบทบู๊ชื่อดังอย่างคุณพันนา ฤทธิไกร ฯลฯ

หาก “ความตาย” คือธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติของการทำธุรกิจ ก็คงหนีไม่พ้น “ความเปลี่ยนแปลง” สำหรับ “สุริยาหีบศพ” นี่คือช่วงเวลาที่ “ผู้ก่อตั้ง” จะต้องปล่อยให้อนาคตของธุรกิจอยู่ในกำมือของ “ผู้สืบทอด”
วันนี้เรามีโอกาสพูดคุยกับ “เอกรัฐ สุริยเสนีย์” หนึ่งในผู้สืบทอดกิจการสุริยาหีบศพ รับช่วงต่อบริหารสุริยาหีบศพสาขาแคราย มาได้ราวๆ 6 ปี พร้อมกับไอเดียทางธุรกิจที่ทันสมัยมากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อโลงและพวงหรีดแบบออนไลน์ การปรับปรุงบริการเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า การโปรโมทแบรนด์ “สุริยาหีบศพ” ผ่านฉากงานศพของภาพยนตร์และละครหลายๆ เรื่อง เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ “ผู้เชี่ยวชาญด้านงานศพแบบครบวงจร” ตัวจริงเสียงจริง และอาจรวมไปถึงการนำธุรกิจไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย

เมื่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ต้องมาบริหารธุรกิจเก่าแก่ที่ผู้เป็นพ่อปั้นมากับมือ เขาจะมีวิสัยทัศน์ในการทำงานอย่างไรเพื่อให้ “สุริยาหีบศพ” ครองความเป็นที่ 1 ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

---------------------------------------------

ทีมาที่ไปของสุริยาหีบศพ

สุริยาหีบศพ เริ่มก่อตั้งขึ้นในปีพุทธศักราช 2521 โดยคุณสมชาย สุริยเสนีย์ โดยเริ่มจากร้านขนาดเล็กบริเวณพรานนก และขายหีบศพเป็นสินค้าหลัก ปี 2525 ย้ายกิจการมาที่จังหวัดนนทบุรี เพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทั่วพื้นที่กรุงเทพและนนทบุรี และเป็นก้าวแรกในการขยายกิจการมาสู่ธุรกิจพิธีศพแบบครบวงจร

ปี 2535 คุณวิโรจน์ สุริยเสนีย์ บุตรชายของคุณสมชาย ขยายสาขามาก่อตั้งกิจการของตนเองที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยใช้มาตรฐานการดำเนินงานที่คงคุณภาพของสุริยาหีบศพไว้ทุกประการ ในเริ่มต้นนั้น มีพนักงานเพียงแค่ 10 คนกับโรงงานเล็กๆ 1 แห่งเท่านั้น

ปี 2545 เริ่มติดต่อธุรกิจและสร้างสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่และผู้บริหารโรงพยาบาล หลังจากการศึกษาข้อมูลทั้งจากผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยา รวมถึงการเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศ เป็นเวลานานกว่า 2 ปี คุณวิโรจน์ จึงตัดสินใจก้าวเข้าสู่ธุรกิจการบริหารห้องศพโรงพยาบาล โดยได้ดูแลห้องศพให้โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเป็นที่แรก นับเป็นผู้บุกเบิกในวงการนี้อย่างแท้จริง


ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!