ทองคำขาลง จะซื้อทอง หรือลงทุนต้องเรียนรู้

ทองคำขาลง จะซื้อทอง หรือลงทุนต้องเรียนรู้
S! Money

สนับสนุนเนื้อหา

ช่วงสัปดาห์ ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายคนอาจหวั่นไหว เล็งผลอยากจะซื้อทองเก็บไว้บ้าง บางคนคงภาวนา ให้ราคาปรับลงอย่างนี้ ไปจนถึงปลายปีเผื่อได้โบนัสปลายปีจะได้ซื้อเก็บไว้บ้างก็ยังดี

ในขณะที่บางคน อาจจะบ่นออกมาให้ได้ยินกันอยู่ไม่น้อยทีเดียวว่า ราคาจะร่วงไปถึงไหนแค่นี้ ก็ขาดทุนจะตายอยู่แล้ว ตอนซื้อราคาเกือบสองหมื่น วันนี้ตกเอาตกเอา จะตกไปเอาถ้วยอะไรไม่ทราบ....

คงต้องยอมรับกันว่า  ทองคำ  ในปัจจุบัน ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในแง่ของ ทรัพย์สินที่มีค่ายากแก่การได้มาครอง  เดิมราคาทองคำ มีแต่ปรับราคาสูงขึ้นๆ คงมีบ้างที่เคยได้ยินคนรุ่นเก่าๆบอกว่า เมื่อก่อนฉันซื้อทองตั้งแต่ราคา 4,000บาท ต่อบาททองคำ ผ่านมาไม่กี่ปีขึ้นมาเกือบ 10,000 บาทต่อบาททองแล้ว

และคนส่วนใหญ่ก็มีความเชื่อว่า ทองคำ  มีแต่จะมีราคาสูงขึ้นๆ ทุกวัน  แต่ ทำไม่วันนี้ มีข่าวตลอดว่าราคา ปรับลดลงติดต่อกัน 7 วันรวด เป็นไปได้อย่างไร ทองคำ เป็น อัญมณีที่เสื่อมค่าเสื่อมความนิยมลงไปหรือไร  

แท้ที่จริงแล้ว ราคาทองคำ ยังเป็นสินทรัพย์ที่หายาก มีค่า ผู้คนล้วนอยากครอบครอง เพราะถือเป็น ทรัพย์สินที่มั่นคงมากที่สุดอย่างหนึ่งเช่นเดิม แต่  ที่ราคาของทองคำที่ปรับขึ้น ปรับลงจนเวียนหัวนั้น เป็นเพราะ 

ทอง  ถูกนำมาเป็นสินค้าที่ซื้อขายเพื่อเก็งกำไรกันมากขึ้น.. หรือ ที่เขาเรียกกันว่า ไปลงทุนในทองนั้นเอง  ทำให้ทองคำที่เดิมคนนิยมซื้อเก็บไว้เป็นทรัพย์สินถาวร กลายมาเป็นสินค้าที่ถูกซื้อขายกันรายวันเหมือนกับ หุ้น เพื่อเก็งกำไร จึงทำให้ราคาทองคำมีการปรับเปลี่ยนตามความต้องการซื้อ ขาย ในแต่ละวัน ราคาจึงปรับขึ้นปรับลง ชนิดว่าบางวันปรับกันตั้ง เกือบ 10 ครั้งก็มี

ราคาทอง

ดังนั้น    คนที่อยากจะ ซื้อทองเป็นเป็นเครื่องประดับเป็นทรัพย์สินถาวร  หรือที่มีเก็บอยู่แล้ว ก็อย่าได้กังวลหรือตื่นเต้นมากนัก เพราะย่างไรเสีย ทองก็เป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่อง เผื่อเหลือเผื่อขาดก็เอาไปหมุนเวียนกับโรงจำนำได้ง่ายสะดวก

โดยเฉพาะคนที่อยากจะซื้อเก็บ หากราคาลงมาขนาดที่ท่านเห็นว่าพอสมควรมีกำลังจะซื้อเก็บสะสมไว้เผื่อวันหน้าจะเอาไปแต่งสาว ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ถ้าเอาให้แน่ก็ถามผู้รู้เอาว่าจะลงไปได้อีกเท่าไรแน่ๆก่อนตัดสินใจ

ส่วนคนที่จะลงทุนทอง ก็ต้องศึกษาหาความรู้ก่อนจะลงทุน เพราะถือว่ามีความเสี่ยงเช่นกัน ซึ่งทาง สนุก มันนี่ ได้นำหลักการลงทุนในทองที่ทาง กสิกรไทยเขาแนะนำเป็นตัวอย่างมาให้ลองศึกษาดู เช่น 

1. เลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนให้เหมาะกับตัวเอง หากต้องการลงทุนทองคำ ปัจจุบันมีเครื่องมือในการลงทุนหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ กองทุนทองคำ และ Gold Futures

 ทองคำแท่งนับเป็นรูปแบบการลงทุนที่หลายคนคุ้นเคย โดยเหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ส่วนทองรูปพรรณอาจไม่เหมาะกับการลงทุนมากนัก เพราะทองรูปพรรณมีการคิดค่ากำเหน็จ ซึ่งจะทำให้กำไรจากการลงทุนลดน้อยลงไปได้ แต่ก็มีข้อดีคือ สามารถนำมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับ ข้อควรระวังหลักของการลงทุนทองคำแท่งและทองรูปพรรณคือ การเก็บรักษา เพราะมีความเสี่ยงที่ทรัพย์สินจะสูญหายได้

ส่วนกองทุนทองคำนั้นเป็นรูปแบบการลงทุนที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถซื้อขายได้ง่าย ไม่ว่าจะซื้อผ่านธนาคารที่เป็นตัวแทนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือผ่านอินเทอร์เน็ต อีกทั้งยังปลอดภัยไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษา และมีโอกาสได้รับเงินปันผล (กรณีที่กองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผล) โดยการลงทุนกองทุนทองคำเหมาะกับนักลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ส่วน Gold Futures หรือสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า จัดเป็นการลงทุนทองคำที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในการลงทุนทองคำทั้ง 4 รูปแบบ เนื่องจากเป็นการลงทุนในสัญญาอนุพันธ์ที่ราคาของ Gold Futures จะเปลี่ยนแปลงตามราคาทองคำ เมื่อราคาทองคำมีการเคลื่อนไหว ราคาของ Gold Futures จะเปลี่ยนแปลงในสัดส่วนที่มากกว่า โดยสามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงราคาทองคำเป็นขาขึ้นและขาลง และเหมาะกับนักเก็งกำไรระยะสั้น

2. ตั้งเป้าหมาย การลงทุนทองคำอาจแบ่งได้เป็นการลงทุนระยะสั้นและระยะยาว ในการลงทุนระยะสั้น การติดตามแนวโน้มทางเทคนิคของราคาทองคำเป็นสิ่งสำคัญ หากราคาทองคำมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น เรายังคงสามารถถือลงทุนทองคำต่อได้ แต่หากราคามีแนวโน้มเป็นขาลง หรือหลุดแนวรับสำคัญทางเทคนิค เราอาจจะต้องตัดใจขายทองคำในราคาที่ขาดทุนออกไปก่อน เพราะหากถือต่อไปจะทำให้ไม่มีเงินสด เพื่อซื้อลงทุนรอบใหม่ได้

ส่วนผู้ที่ตั้งใจลงทุนระยะยาว หากราคาทองคำ ปรับตัวขึ้น ก็ต้องตั้งมั่นและถือทองคำให้ได้ตามเป้า โดยไม่รีบขายทองคำออกไป ส่วนเมื่อราคาทองคำปรับลดลง ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ซื้อทองคำในราคาที่ถูกลง อีกหนึ่งเทคนิคที่ผู้ลงทุนทองคำระยะยาวควรใช้คือ การซื้อทองคำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน (Dollar Cost Averaging) เพื่อถัวเฉลี่ยราคา และลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ค่ะ

3. กำหนดสัดส่วนเงินลงทุนในทองคำ แม้หลายคนจะรู้สึกว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย สามารถทยอยซื้อสะสมได้อย่างต่อเนื่อง แต่จริงๆ แล้ว ทองคำถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีความเสี่ยงที่สูง ดังนั้น สัดส่วนเงินที่ลงทุนในทองคำควรมีไม่เกิน 5-10% ของเงินลงทุน หากเราไม่ได้มีการกันเงินเพื่อลงทุนในทองคำอย่างชัดเจน อาจทำให้มีสัดส่วนเงินลงทุนในทองคำมากจนเกินไป ซึ่งทำให้พอร์ตลงทุนของคุณมีความเสี่ยงสูงกว่าที่คาดไว้

4. ติดตามข่าวสารข้อมูล หลากหลายปัจจัยที่มีผลกับการขึ้นลงของราคาทองคำ เช่น การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ภาวะเศรษฐกิจโลก ความต้องการใช้ทองคำเพื่อเป็นเครื่องประดับ แนวโน้มทางเทคนิคของราคาทองคำ เป็นต้น หากคิดอยากลงทุนทองคำให้ได้กำไร เราควรติดตามปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกับราคาทองคำอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างกำไรค่ะ

5. ปรึกษาผู้รู้ แม้เราจะรู้สึกคุ้นเคยกับการลงทุนทองคำ แต่ปัจจุบันราคาทองคำเคลื่อนไหวผันผวน ยิ่งใครที่ลงทุนทองคำในช่วงนี้ จะรู้สึกว่าทำกำไรจากทองคำได้ยากขึ้น ดังนั้น การปรึกษาหรือสอบถามกับผู้มีความรู้เรื่องการลงทุนทองคำจะช่วยให้เราทำกำไรจากทองคำได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้ที่ลงทุนใน Gold Futures สามารถสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่การตลาดที่ให้การดูแลค่ะ

 

ติดตามSanook! Money

ติดตามข่าวเศรษฐกิจ การตลาด ธุรกิจส่วนตัว ภาษี บน Facebook.. ได้ที่นี่เลย!!