จ่ายบิลเครดิตสายแค่ไหน จึงเริ่มถูกรายงานไปยังเครดิตบูโร???

จ่ายบิลเครดิตสายแค่ไหน จึงเริ่มถูกรายงานไปยังเครดิตบูโร???
MoneyGuru

สนับสนุนเนื้อหา

มักมีคนพูดว่า อย่าจ่ายบิลสายนะ อย่าลืมจ่ายบิลนะ เดี๋ยวเสียคะแนนเครดิตบูโร เดี๋ยวติดเครดิตไม่ดี เดี๋ยวขึ้นแบล็กลิสต์ คำขู่เหล่านี้คือเรื่องจริง แต่คุณเคยรู้หรือตั้งคำถามหรือไม่ว่า คุณต้องจ่ายสายแค่ไหน ถึงจะต้องตระหนักแล้วว่า คุณกำลังจะถูกพิจารณาะปรับลดความน่าเชื่อถือในเครดิตบูโรของคุณ ที่อาจจะต้องติดตัวคุณไปอย่าน้อยสองถึงสามปีเลยทีเดียว ทำไมถึงต้องรู้ด้วยล่ะ? ก็เพราะเครดิตบูโรคือเรื่องสำคัญ และเราไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าอาจเกิดเหตุการณ์ที่คุณอาจจะไม่มีเงินสดชำระบิลต่างๆ ตรงหน้า ก็ต้องมาคิดกันล่ะว่า จะยื้อเวลากันได้นานซักแค่ไหน ก่อนที่คะแนนเครดิตของคุณจะถูกหัก

ระยะปลอดดอกเบี้ย
สิ่งแรกที่คุณต้องเข้าใจคือ สิ่งที่เรียกว่า "ระยะปลอดดอกเบี้ย" ที่หลายหลายคนที่ใช้บัตรเครดิตอาจจะยังไม่รู้ กล่าวคือ ผู้ใช้มักจะรู้ว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะอยู่ที่ราวร้อยละ 20 แต่คุณไม่ได้เสียดอกเบี้ยในทันทีที่คุณใช้จ่ายผ่านบัตร คุณจะต้องจ่ายดอกเบี้ยจำนวนดังกล่าวก็ต่อเมื่อ คุณค้างจ่ายหนี้บัตรเครดิต เป็นระยะเวลาเลยระยะปลอดหนี้ไปแล้วเท่านั้น โดยระยะปลอดหนี้ส่วนใหญ่กำหนดอยู่ที่สูงสุดราว 50 วัน (แล้วแต่ธนาคาร) นับตั้งแต่วันที่ตัดยอด หรือสรุปยอดบัตรเครดิต

เพราะฉะนั้น สมมุติว่า บัตรเครดิตถูกตัดยอดวันที่ 10 วันครบกำหนดจ่ายวันที่ 30 หากคุณรูดใช้จ่ายในวันที่ 11 คุณจะไม่สามารถชำระหนี้โดยไม่เสียดอกเบี้ย เป็นระยะเวลาสูงสุด 50 วัน คือวันที่ 30 หรือ วันครบกำหนดรอบบิลถัดไปนั่นเอง ส่วนการใช้จ่ายในวันที่ 12,13,14... ก็จะมีระยะปลอดดอกเบี้ยลดลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ธนาคารจึงใช้คำว่า ระยะปลอดดอกเบี้ยสูงสุดกี่วัน นั่นเอง  ซึ่งหากคุณชำระหนี้เกินกว่านั้นออกไป ต้องเสียดอกเบี้ยตามสูตรของธนาคารทันที และระยะปลอดดอกเบี้ย จะคิดเฉพาะเมื่อคุณรูดซื้อสินค้าเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการกดเงินสดจากบัตรเครดิต ในกรณีนั้น จะคิดดอกเบี้ยทันทีหลังจากกดเงินสด และไม่รวมกับค่าธรรมเนียม 300 บาทต่างหากเพราะฉะนั้น เรื่องนี้มันเกี่ยวกับเรื่องการจ่ายบิลสายก็คือ คุณจะถูกรายงานต่อเครดิตบูโร ทันทีที่คุณยังไม่จ่ายค่าบัตรเครดิตเมื่อเลยระยะปลอดดอกเบี้ยไปแล้ว

ทำอย่างไรไม่ให้จ่ายสาย
อาจฟังดูโบราณ แต่วิธีที่ดีที่สุด และง่ายที่สุดคือการกาปฏิทิน เพราะคุณจะต้องเดินผ่านมันทุกวัน และทำให้คุณสะดุดตาได้ว่า มีอะไรต้องจ่ายบ้าง และจ่ายเมื่อไหร่ ในทุกๆ ต้นเดือน คุณเพียงหาปากกาเมจิกหลากสีสัน ทำเครื่องหมายว่ามีรายจ่ายอะไรบ้าง เท่านั้น แค่นี้คุณก็ไม่ลืมที่จะจ่ายอย่างแน่นอน หรือหากคุณเป็นพวกชอบใช้เทคโนโลยีมากกว่า แอพพลิเคชั่นสมัยนี้ หรือ Platform ดีๆ อย่าง Google ก็มีตัวช่วยเตือนความจำแก่ผู้ใช้มากมาย

หากไม่มีจ่ายบัตรเครดิตจริงๆ ล่ะ ทำอย่างไร
ก่อนอื่นต้องทบทวนค่าใช้จ่ายทั้งหมดในบิลว่า มีรายการใดไม่จำเป็นหรือไม่ เพราะเดือนถัดๆ ไปจะได้ไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ต่อมา หากต้องการโอนยอดหนี้บัตรเครดิต เพื่อหลีกเลี่ยงภาระในการจ่ายดอกเบี้ย ควรเลือกทางเลือกที่อัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด หรือมีข้อเสนอที่ดีที่สุด อาทิ ไม่มีค่าธรรมเนียมการโอน หรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ นอกจากนี้ ยังไม่ควรเปิดบัตรเครดิตใหม่ เพื่อกดเงินสดมาจ่าย เพราะจะทำให้ดอกเบี้ยงอกเงยไม่รู้จบ รวมไปถึง หากไม่สามารถชำระได้จริงๆ ไม่ควรหนีหนี้ หรือหายตัวไป แต่ควรติดต่อกับธนาคารผู้ให้บริการ เพื่อปรึกษาหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน

หากมีข้อสงสัยด้านการเลือกบัตรเครดิต เราอยู่ข้างคุณเสมอที่  www.moneyguru.co.th