ม.รังสิต ประเมินเหตุนองเลือดทำเศรษฐกิจเสียหาย 1 ล้านล้านบาท

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป มหาวิทยาลัยรังสิต เผยหากเกิดกรณีเลวร้ายจากปัญหาทางการเมืองนำไปสู่การนองเลือด อาจทำให้จีดีพีไทยปีนี้ติดลบร้อยละ 0.5 พร้อมสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไทย 1 ล้านล้านบาท
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และคณบดีมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูปมองการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีของไทยในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ อาจเติบโตติดลบ หากวิกฤติทางการเมืองยังไม่ได้รับการแก้ไขและยืดเยื้อ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังไตรมาสที่ 2 ให้เติบโตไม่ถึงร้อยละ 1 หรือติดลบเช่นเดียวกัน ทำให้การเติบโตของจีดีพีไทยในครึ่งปีแรกจะอยู่ในช่วงติดลบถึงร้อยละ 0.5 หรือไม่มีการเติบโตเลย โดยผลกระทบส่วนใหญ่ที่ทำให้จีดีพีไทยไม่เติบโต นอกเหนือจากปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองแล้ว ยังมีปัญหาของภาครัฐบาลที่จ่ายเงินให้ชาวนาล่าช้าในโครงการจำนำข้าว ถึงแม้การส่งออกของไทยจะเติบโตในทิศทางบวกก็ตาม คาดว่าความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน รวมถึงค่าสูญเสียโอกาสเบื้องต้นที่เกิดขึ้นแล้ว น่าจะไม่ต่ำกว่า 490,000 ล้านบาท ทำให้การขยายตัวของจีดีพีไทยในปี 2557 จะติดลบร้อยละ 0.5-2.5 จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ร้อยละ3-4
ซึ่งการประเมินจากหลายกรณี พบว่ากรณีหนึ่งมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมากที่สุดและเลวร้ายที่สุดนั่นคือ มีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ปปช. และส่งผลให้เกิดความรุนแรงทางการเมือง ทำให้มีเกิดการนองเลือด และไม่สามารถจัดทำงบประมาณปี 2558 ได้ รวมถึงมีรัฐประหารเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลัง คาดว่ากรณีนี้มีโอกาสเกิดขึ้นถึงร้อยละ 45 และจะทำให้จีดีพีไทยปีนี้ติดลบร้อยละ 0.5 คาดว่าความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นทางด้านเศรษฐกิจและการลงทุน รวมถึงค่าสูญเสียโอกาสเบื้องต้นจากกรณีนี้น่าจะอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท
สำหรับปัญหาจากกรณีนี้เริ่มที่จะเห็นชัดขึ้นจากในช่วงสองวันที่ผ่านมา มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น และมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้อำนาจนอกระบบเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเมือง ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมปะทะกับกลุ่มผู้มีอำนาจ และนำไปสู่สงครามกลางเมือง ส่วนกรณีที่ดีที่สุดคือสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือน เม.ย. 57 และสามรถเปิดประชุมรัฐสภาและจัดตั้งรัฐบาลได้ รวมถึงวิกฤติทางการเมืองคลี่คลาย ไม่มีความรุนแรง คาดว่ามีโอกาสเกิดขึ้นร้อยละ 25 ซึ่งจะทำให้การทำงบประมาณปี 2558 ล่าช้าเพียงแค่ 3-4 เดือน และจีดีพีไทยปี 2557 จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ดังนั้นศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูปจึงคาดการณ์ดอกเบี้ยนโยบายปีนี้ว่าจะลดลงเหลือร้อยละ 1.5 จากปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 2.25 เพราะงบประมาณของภาครัฐบาลไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ส่งผลให้ต้องใช้ดอกเบี้ยนโยบายมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแทน เพราะปัจจุบันไม่มีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อเกิดขึ้น
ส่วนการแก้ไขปัญหานโยบายจำนำข้าวเบื้องต้น รัฐบาลต้องระบายข้าวในสต๊อคอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพื่อนำเงินมาให้ชาวนาและทำให้เกิดผลกระทบกับการคลังน้อยที่สุด ขณะเดียวกันต้องสร้างความมั่นใจกับระบบสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ หรือชำระเงินให้ชาวนาที่ถือใบประทวน โดยให้สถาบันการเงินสามารถนำใบประทวนมาเป็นหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน เพื่อมารับเงินจากภาครัฐบาลได้ หรือจัดตั้งกองทุนโดยนักลงทุนและสถาบันการเงิน และนำเงินจากการซื้อกองทุนพันธบัตรรัฐบาลไปช่วยชาวนา นอกจากนี้ต้องไม่นำความเดือดร้อนของชาวนามาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางเกมการเมือง และรัฐบาลควรใช้ช่วงเวลานี้ทบทวนนโยบายจำนำข้าว ซึ่งถ้าไม่สามารถแก้ไขจุดผิดพลาดได้ ก็ควรจะยกเลิกโครงการนี้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี