น้าเน็กถาม อ.ธันยวัชร์ตอบ"รวยได้ไหมในเศรษฐกิจเยี่ยงนี้"

น้าเน็กถาม อ.ธันยวัชร์ตอบ"รวยได้ไหมในเศรษฐกิจเยี่ยงนี้"

น้าเน็กถาม อ.ธันยวัชร์ตอบ"รวยได้ไหมในเศรษฐกิจเยี่ยงนี้"
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สิทธิที่จะรวย เป็นของทุกคน แต่คนเรามักมองแค่สิทธิ แต่ไม่ได้มองถึงหน้าที่ ซึ่งหมายถึงการลงมือทำ เส้นทางของความร่ำรวย จึงมีทั้งสิทธิและหน้าที่ แต่ก็ใช่ว่าทุกคนที่มีสิทธิรวย จะรวยได้ทุกคน

นี่คือบทสรุปส่วนหนึ่งจากงาน "Interview Day" โดย A Day Bulletin นิตยสารแจกฟรีในเครือนิตยสาร A Day ที่ยกการสัมภาษณ์ที่น่าสนใจจากกระดาษมาไว้บทเวที โดยมีคู่สัมภาษณ์ 5 คู่ในด้านที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นคือหัวข้อ "Everyday Economics : เศรษฐกิจต้องคิดเอง" โดย "น้าเน็ก" เกตุเสพย์ สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา เป็นผู้สัมภาษณ์ ส่วนผู้ให้สัมภาษณ์คือ อาจารย์ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย

เริ่มต้นจากมุมมองเศรษฐกิจของประเทศ อ.ธันยวัชร์ กล่าวว่า สิ่งแรกที่ควรรู้เมื่อกล่าวถึงเศรษฐกิจคือ GDP Gross domestic product (GDP) หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยปัจจัยพื้นฐาน 4 ข้อที่สามารถระบุได้ว่า เศรษฐกิจของเมืองไทยดีหรือไม่นั้น ประกอบด้วย การส่งออก เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาส่งออกถึง 70% หากการส่งออกต่ำ แนวโน้มเศรษฐกิจก็ไม่ดีตามไปด้วย ข้อต่อมาคือ การลงทุนจากต่างประเทศ ความมั่นใจในการจับจ่ายหรือกำลังซื้อของประชาชน และปัจจัยด้านการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจากทางภาครัฐ

อ.ธันยวัชร์ กล่าวว่า 3 ปัจจัยแรกอยู่สภาวะที่ไม่ดีนักในปีนี้ เหลือเพียงปัจจัยที่ 4 ซึ่งยังรอการพิจารณางบประมาณที่อัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ

ความรู้ถือเป็นส่วนสำคัญในการประกอบธุรกิจ แต่ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่ประชาชนอ่านหนังสือน้อย ดังนั้น จึงเสียเปรียบประเทศที่อ่านหนังสือมาก เพราะความรู้คือพื้นฐานของความคิดก่อนนำไปสู่การกระทำ

หากกล่าวในเชิงเปรียบเทียบ ประเทศที่ประชากรมีความรู้มักจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างยุโรปและอเมริกา ซึ่งใช้ช้อนส้อมในการรับประทานอาหาร อีกกลุ่มหนึ่งคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้ตะเกียบ ส่วนประเทศที่ประชากรยังอ่านหนังสือน้อย อย่าง ไทย ลาว พม่า เป็นประเทศที่ยังใช้มือในการรับประทานอาหาร ซึ่งโลกเศรษฐกิจในวันนี้คือการต่อสู้ของช้อนส้อมและตะเกียบ โดยมีประเทศที่ใช้มือเป็นลูกน้อง

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นภาพของความสำคัญของความรู้ที่จะใช้ในการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกัน ความรู้ก็เป็นสิ่งสำคัญของนักธุรกิจ แม้ว่าปัจจัยเดียวที่มีแนวโน้มที่ดีของเศรษฐกิจไทย จากโครงการลงทุนจากทางภาครัฐ แต่นักธุรกิจที่อยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำก็ไม่ควรหวังพึ่งรัฐบาลเพียงอย่างเดียว ควรหันพึ่งพาตัวเองมากกว่าจะรอคอยความช่วยเหลือ

สำหรับคนที่จะก้าวเข้ามาสู่นักธุรกิจหน้าใหม่ แม้จะมีกรณีศึกษาเกิดขึ้นมาก มาย แต่ไม่ใช่ว่ากรณีศึกษานั้นๆจะเหมาะกับทุกคน

"จำไว้ว่าความรวยไม่ได้มาชั่วข้ามคืน เห็นคนรวยแล้วจะทำตามเขาไม่ได้ เพราะโลกเราอยู่บนความแตกต่าง ไม่ใช่ความเหมือน ยกตัวอย่างโรตีบอย ซึ่งเคยโด่งดังมาก จากนั้นก็มีคนทำตามมามากมายหลายแบรนด์ จนสุดท้ายก็เจ๊งกันหมด แม้กระทั่งโรตีบอยก็ยังเจ๊ง แต่ตอนนั้นมีคนเห็นไอเดีย แล้วนำไปปรับใช้เป็นโดนัท แดดดี้ โด เสริมเติมแต่งด้วยเรื่องราวของแบรนด์ จนทำให้ประสบความสำเร็จจนทุกวันนี้" อ.ธันยวัชร์ กล่าว

สิ่งที่คนที่จะเริ่มก้าวสู่การทำธุรกิจต้องรู้คือ ชอบและเก่งในธุรกิจนั้นๆ หรือไม่ ถ้าไม่เก่ง สามารถลดความเสี่ยงจากการหาพันธมิตรมาช่วยผลิต หากที่ปรึกษาด้านการตลาดมาช่วย

แล้วผู้ที่สมควรจะรวย คือ คนแบบไหน อ.ธันยวัชร์ กล่าวว่า ต้องรู้จักตัวเองว่าเก่ง หรือไม่เก่งเรื่องใด เหมือนที่สตีฟจ็อบส์ กล่าวไว้ว่า การตัดสินใจไม่ทำอะไร สำคัญพอๆ หรือมากกว่าการตัดสินใจว่าจะทำอะไร เพราะสิ่งที่ตัดสินใจทำ อาจทำลายโอกาสในวันข้างหน้า เช่น การอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ปฏิเสธงานเล็กเพื่อรับงานใหญ่ หรือการไม่รับงานที่อาจจะส่งผลลบกับภาพลักษณ์ ซึ่งเป็นการตัดอนาคตของบริษัท ที่สำคัญคือ หากธุรกิจนั้นๆ เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็จะมีโอกาสสูงขึ้น อาทิ กรณีศึกษาของคุณตันและเถ้าแก่น้อย

เมื่อรู้ว่าต้องทำอะไร ไม่ควรทำอะไรแล้ว สิ่งสำคัญของนักธุรกิจคือคู่คิด จำเป็นต้องหาคนที่ "วางใจ" (เก่ง) และ "ไว้ใจ" (ไม่โกง) ได้ แต่จะหาผู้ที่ไว้วางใจได้อย่างไรนั้น นักธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยคุณสมบัติที่สำคัญ 1 ข้อ คือ การอ่านคนเป็น หากอ่านคนไม่เป็น อ.ธันยวัชร์ย้ำว่า ก็อย่าทำธุรกิจ

สำหรับปัจจัยเดียวที่เป็นบวกของประเทศไทยในด้านการลงทุน อาทิ โครงการลงทุนรถไฟความเร็วสูง ซึ่งจะส่งผลต่อธุรกิจทีเกี่ยวเนื่องโดยเฉพาะด้านลอจิสติกส์ แต่โอกาสอีกด้านของเศรษฐกิจไทย คือ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งมีธุรกิจที่จะเติบโตได้ดี โดยพิจารณาจากโครงสร้างประชากรและกำลังซื้อของคนในแถบอาเซียน อาทิ ประชากรผู้สูงอายุที่มีมากขึ้น จะส่งผลดีต่อธุรกิจสุขภาพและความงาม อัตราการเกิดของเด็กที่ลดลงขณะที่พ่อแม่มีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับเด็ก เป็นต้น

เมื่อป้อนคำถามว่า อ.ธันยวัชร์ ให้คะแนน (เต็ม 10) กับเศรษฐกิจไทยในตอนนี้เท่าไหร่ คำตอบคือ 4.5 เท่านั้นก็แสดงให้เห็นว่า การทำธุรกิจในช่วงนี้ ยังต้องอาศัยความรู้ การดิ้นรนด้วยตัวเอง และมองหาผู้ช่วยที่ดีเข้ามาเสริมทัพ จึงจะรอดหรือเกิดได้ในช่วงซบเซาของเศรษฐกิจในยามนี้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล