"สรรพสามิต"โล่งเก็บภาษีทะลุเป้า โกย4.3แสนล

"สรรพสามิต"โล่งเก็บภาษีทะลุเป้า โกย4.3แสนล
ประชาชาติธุรกิจ

สนับสนุนเนื้อหา

กรมสรรพสามิตโล่งอก ปีนี้เก็บรายได้ภาษีทะลุเป้าแตะ 4.3 แสนล้านบาท ส่วนปรับโครงสร้างภาษีระยะยาวรอคลังชง "ประมวลกฎหมายสรรพสามิต" เข้า ครม.เผยรวบสินค้าบาปอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน ปรับฐานคำนวณภาษีเป็น "ราคาขายปลีก" หรือ "ราคาขายส่งช่วงสุดท้าย" อุ้มผู้ผลิตในประเทศสู้สินค้านำเข้า

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา รายได้ภาษีสรรพสามิตต่ำกว่าเป้าหมายประมาณหลักพันล้านบาท ซึ่งเป็นผลกระทบเชิงฤดูกาล ตามเดือนที่มีวันหยุดทางศาสนา บวกกับยังอยู่ในช่วงโลว์ซีซั่นของฤดูกาลท่องเที่ยว จึงทำให้การบริโภค สินค้าบางประเภท (สุรา, เบียร์) ชะลอตัวไป และอาจจะยังมี

ผลกระทบในลักษณะเดียวกันในเดือน ส.ค.นี้ด้วย อย่างไรก็ดี ในระยะ 10 เดือน กรมสรรพสามิตยังเก็บรายได้เกินเป้าหมายอยู่ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท ดังนั้น ภาพรวมปีนี้จึงไม่น่าจะมีปัญหา

"เดือน ส.ค.อาจจะยังไม่ค่อยดี แต่พอเดือน ก.ย.น่าจะดีขึ้น เพราะเป็นช่วงที่มีงานเลี้ยง มีการท่องเที่ยวมากขึ้น รวมทั้งเป็นช่วงที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งจะมีการบริโภคสินค้าเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนดังกล่าว รายได้ภาษีสรรพสามิตน่าจะดี"

สำหรับการปรับภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนั้น นายสมชายกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับนโยบายจากกระทรวงการคลังให้ปรับขึ้น เพราะต้องดูความพร้อมของสภาวะเศรษฐกิจแต่ละช่วงด้วย

ส่วนการคืนเงินรถคันแรกนั้น นายสมชายกล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2556 นี้ ซึ่งเหลืออีกแค่เดือนเดียว น่าจะใช้เงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงนี้จะมีวงเงินที่ภาครัฐต้องโอนให้แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ต่องวดสูงขึ้น เพราะมีการครอบครองรถยนต์ครบ 1 ปีแล้ว จำนวนมากกว่าช่วงแรก ขณะที่ในปีงบประมาณ 2557 ได้ขอตั้งงบประมาณไว้อีก 4 หมื่นล้านบาท

รายงานจากกรมบัญชีกลางเปิดเผยว่า ข้อมูล ณ งวดวันที่ 9 ส.ค.ได้มีการใช้เงินคงคลังจ่ายคืนเงินรถคันแรกไปแล้ว 1.99 หมื่นล้านบาท ซึ่งในช่วงที่เหลืออีก 1 เดือน ประเมินว่าจะต้องใช้เงินคงคลังจ่ายคืนเงินให้ผู้ได้รับสิทธิ์อีกประมาณ 5,000 ล้านบาท ทำให้คาดว่าทั้งปีงบประมาณนี้น่าจะใช้เงินคงคลังทั้งสิ้นประมาณ 2.49 หมื่นล้านบาท จากที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้ลงนามอนุมัติให้ใช้เงินคงคลังในการคืนเงินรถคันแรกไว้ทั้งสิ้น 3.1 หมื่นล้านบาท

ด้านแหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิตกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ปีนี้การเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตน่าจะสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 4.12 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปได้สูงว่าจะจัดเก็บได้ถึง 4.3 แสนล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันจัดเก็บรายได้สูงกว่าเป้าหมาย 2.2 หมื่นล้านบาทแล้ว ดังนั้น ช่วงที่เหลืออีก 2 เดือน หากภาวะเศรษฐกิจยังเป็นไปตามที่คาด ก็คงไม่มีปัญหา

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า การจัดทำประมวลกฎหมายสรรพสามิต ที่ได้ให้ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำการศึกษา ขณะนี้ได้สรุปเสนอกระทรวงการคลังไปแล้ว โดยจะรวมกฎหมายเดิมหลายฉบับเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติสุรา พระราชบัญญัติไพ่ พระราชบัญญัติยาสูบ เนื่องจากกฎหมายเดิมไม่มีความทันสมัย บางฉบับใช้นานกว่า 50 ปี ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับทางกระทรวงการคลังพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และต้องเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรด้วย โดยน่าจะเสนอได้ในอีกไม่นานนี้ เพราะกรมสรรพสามิตศึกษามา 3-4 ปีแล้ว

ทั้งนี้ กฎหมายใหม่จะมีการปรับปรุงเรื่องการคิดฐานภาษีใหม่ จากเดิมคิดตาม "ราคา ณ โรงงานอุตสาหกรรม" และ "ราคานำเข้า (C.I.F.)" ไปเป็น "ราคาขายปลีก" หรือ "ราคาขายส่งช่วงสุดท้าย" เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการผลิตสินค้าภายในประเทศ เสียเปรียบสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากต่อไปอากรขาเข้าจะเป็นศูนย์มากขึ้น

"ตอนนี้กำลังดูอยู่ว่าควรจะใช้ราคาขายปลีก หรือราคาขายส่งช่วงสุดท้าย อย่างราคาขายปลีกก็มีข้อเสียว่าจะคิดถึงทอดไหน เพราะผู้ขายปลีกมีหลายทอด แล้วก็มีคำถามว่าทางกรมสรรพสามิตจะมีคนไปสำรวจได้ขนาดนั้นเลยหรือไม่ ซึ่งการใช้ราคาขายส่งช่วงสุดท้ายอาจจะง่ายกว่า เพราะใกล้ชิดผู้ประกอบการมากกว่า อย่างไรก็ดี ทางกรมศึกษาไว้หลายออปชั่น โดยดูตัวอย่างหลายประเทศ อาทิ แคนาดา ยุโรป เป็นต้น" แหล่งข่าวกล่าว