"ฉี่ไม่ไกล" เท่ากับ "นกเขาไม่ขัน" จริงไหม? หมอเฉลย 3 สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

"ฉี่ไม่ไกล" เท่ากับ "นกเขาไม่ขัน" จริงไหม? หมอเฉลย 3 สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

"ฉี่ไม่ไกล" เท่ากับ "นกเขาไม่ขัน" จริงไหม? หมอเฉลย 3 สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

อาการ "ปัสสาวะไม่ไกล" เป็นสัญญาณอันตรายจริงหรือ? แพทย์ชี้ 3 อาการเตือนที่ควรระวัง

เคยไหม? ยืนทำธุระที่โถปัสสาวะแล้วรู้สึกว่า "แรงดัน" ของเราสู้คนข้างๆ ไม่ได้ หรือบางทีฉี่หยดใส่รองเท้าจนพาลกังวลไปว่า หรือนี่จะเป็นสัญญาณเตือนว่าสมรรถภาพทางเพศกำลังถดถอย? นพ.เฉิน อวี้ซิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ จากไต้หวัน รีบออกมาเบรกความคิดนี้ทันทีว่า "ฉี่ไม่พุ่ง ไม่ได้แปลว่าเรื่องบนเตียงจะแย่" พร้อมไขข้อข้องใจเรื่องนี้ให้กระจ่าง

ฉี่เบาเกิดจากอะไร ถ้าไม่ใช่เรื่องเซ็กซ์?

คุณหมออธิบายชัดเจนว่า ความแรงของสายน้ำเกลือ (ปัสสาวะ) ไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับความสามารถเรื่องเซ็กซ์ แต่ปัจจัยที่ทำให้ฉี่ไม่พุ่งมักเกิดจากโครงสร้างทางกายภาพ เช่น ขนาดท่อปัสสาวะ ความยาว หรือหนังหุ้มปลายที่อาจปิดกั้นทางเดิน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องอายุที่ทำให้แรงบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะลดลง ปัญหาต่อมลูกหมากโตที่เพิ่มแรงต้านในท่อปัสสาวะ หรือแม้แต่พฤติกรรมการ "นั่งนาน" และความเครียด ที่ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแอ ทั้งหมดนี้คือสาเหตุหลักที่ทำให้คุณฉี่ได้ไม่ไกลเหมือนสมัยหนุ่มๆ

3 อาการเตือน "เสื่อมสมรรถภาพ" ของจริง

แม้ฉี่ไม่ไกลจะไม่ใช่ตัวชี้วัดโดยตรง แต่หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย หมอเตือนว่านี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในระยะเริ่มต้น:

  • 1. ฉี่ขัด ลำสายเล็กและขาดช่วง: มักพบในผู้ที่มีอาการต่อมลูกหมากโตหรืออักเสบ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการไหลเวียนเลือดและการส่งสัญญาณประสาท ทำให้เลือดไปเลี้ยงน้องชายไม่พอ จนเกิดปัญหาการแข็งตัว
  • 2. ลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึกบ่อยๆ: การนอนหลับไม่ต่อเนื่องทำให้พักผ่อนไม่พอ ส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเพศชาย (เทสโทสเตอโรน) ลดต่ำลง นำไปสู่ความต้องการทางเพศที่หดหายและการแข็งตัวที่ไม่เต็มที่
  • 3. เจ็บปวดเวลาปัสสาวะ: เกิดจากการติดเชื้อหรืออักเสบในระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งจะไปทำลายระบบประสาทและหลอดเลือดบริเวณอุ้งเชิงกราน ทำให้เกิดภาวะนกเขาไม่ขัน หรือความรู้สึกทางเพศลดลง

4 วิธีฟิตร่างกาย คืนความแรงให้สายน้ำ

หากอยากให้ระบบขับถ่ายกลับมาดีและส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม คุณหมอแนะนำให้เริ่มจากการฝึกบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (Kegel Exercises) หรือการขมิบ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่ใช้ในการบีบตัว

นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอและสม่ำเสมอเพื่อรักษาความยืดหยุ่นของกระเพาะปัสสาวะ เลือกทานอาหารที่มีไลโคปีนและสังกะสี และข้อสำคัญคือ "ลุกเดินบ่อยๆ" อย่ามัวแต่นั่งทับเป้ากางเกงนานเกินไป เพื่อให้เลือดลมช่วงล่างไหลเวียนได้สะดวก

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล