ทำไมเราถึงรู้สึกกังวลใจ หากต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ

ทำไมเราถึงรู้สึกกังวลใจ หากต้องกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

เคยลองคิดดูเล่น ๆ บ้างหรือไม่ ว่าเรา Work from Home กันมานานเท่าไรแล้ว? 1 เดือน 3 เดือน 6 เดือน หรือว่า 1 ปี เชื่อได้เลยว่าคำตอบของหลาย ๆ คนคงทำเอาอึ้งอยู่เหมือนกัน ตรงที่เราทำงานที่บ้านกันมานานเสียจนชิน ขนาดว่าลืมนับวันนับคืน ว่ามันล่วงเลยมานานเท่าไรแล้ว ฉะนั้น อาจจะไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่หลายคนจะบ่นว่าจำทางไปออฟฟิศตัวเองไม่ได้แล้ว

เวลานี้หลายบริษัทยังคงคำสั่งให้พนักงานทำงานที่บ้านกันต่อไป แต่ก็มีบางส่วนที่อาจจะเริ่มเรียกพนักงานให้กลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศเป็นปกติ ช่วงที่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอึดอัดทำงานที่บ้าน หลายคนก็อยากจะออกข้างนอกเหลือเกิน จู่ ๆ ก็เกิดอยากจะออกไปทำงานที่ทุกวัน แต่พอได้ยินว่าสัปดาห์หน้าหรือเดือนหน้าให้กลับเข้าออฟฟิศตามปกติ แทนที่จะรู้สึกดีที่ชีวิตเหมือนจะปกติอีกครั้ง หลายคนรู้สึกตรงกันข้าม เกิดความวิตกกังวลกับการกลับเข้าออฟฟิศ รู้สึกไม่มั่นคง ไม่คุ้นเคย และอาจถึงขั้นรู้สึกแย่ด้วยซ้ำไป

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่หวังมาตลอดว่าอยากกลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศ แต่พอได้ยินว่าต้องไปจริง ๆ กลับรู้สึกกังวล รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ปรับตัวได้ยาก รู้ไว้ว่าไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกแบบนี้ ยังมีอีกหลายคนที่ก็รู้สึกแบบคุณ หลัก ๆ เราทำงานที่บ้านมานานเกินไป ได้เจอเพื่อนร่วมงานผ่านหน้าจอเท่านั้น พอนึกภาพว่าจะได้เจอทุกคนตัวเป็น ๆ มันก็เป็นความรู้สึกตื่นเต้นดีใจ แต่ก็เป็นเรื่องยากที่จะรู้สึกว่า “นี่คือการกลับสู่สภาพปกติ” เพราะ COVID-19 ยังไม่ได้หายไปไหน จะออกไปทำงานแบบนี้ได้อีกนานแค่ไหน รวมถึงยังมีเหตุผลอื่น ๆ อีก

การที่คุณรู้สึกกังวลใจเกี่ยวกับการจะกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ ไม่ได้แปลว่าคุณอ่อนไหวหรือมีทักษะในการรับมือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ดี ลองมาดูสาเหตุอื่นว่าทำไมคุณจึงรู้สึกกังวล จะได้เตรียมตัวรับมือให้ผ่านความรู้สึกอึดอัดนี้ไปอย่าง ราบรื่นที่สุด เพื่อให้เข้าใจมุมมองของเพื่อนร่วมงานได้ดีขึ้น รวมถึงจะช่วยให้คุณปรับตัวง่ายขึ้น

การเปลี่ยนแปลงที่คาดการณ์ไม่ได้ทำให้ความวิตกกังวล
โรคระบาด เป็นเรื่องธรรมชาติที่ยากจะควบคุม ซึ่งปกติแล้วธรรมชาติของมนุษย์จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากสถานการณ์ที่คุ้นเคยและคาดเดาได้ มนุษย์จะรู้สึกปลอดภัยและป้องกันตนเองง่ายกว่า แต่การที่เราต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยเช่นนี้นาน ๆ รวมถึงคาดเดาไม่ได้ด้วยว่ามันจะกลับมาเป็นปกติจริง ๆ เมื่อไร สัญชาตญาณของมนุษย์จะคอยระวังภัยมากขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งเราระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว การระแวดระวังภัยมักจะเพิ่มความวิตกกังวลลงไปด้วย เราจึงรู้สึกเหนื่อยล้าในการรับมือสถานการณ์ที่คาดเดาได้ยากตลอดเวลา

คล้ายกับช่วง 6 เดือนแรกที่คุณเริ่มทำงานที่ใหม่ นั่นเป็นช่วงเวลาที่เครียดมากสำหรับใครหลายคน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ต้องปรับตัว เรียนรู้ทักษะ ขั้นตอนการทำงาน รวมถึงวัฒนธรรมของที่ทำงานใหม่ แม้ว่าการกลับเข้าทำงานที่ออฟฟิศจะเป็นการกลับไปทำงานที่เดิม แต่หลาย ๆ อย่างมันก็เปลี่ยนไปอยู่ดี ถ้าคุณเองก็กำลังกังวลอยู่ ให้ลองคิดว่าตัวเองกำลังอยู่ในช่วงเริ่มงานที่ใหม่ดูก็ได้ ให้เวลาปรับตัวแบบเดียวกันกับการเริ่มงานใหม่หรือช่วงเปลี่ยนผ่าน

เมื่อหลีกเลี่ยงบางสิ่งเป็นเวลานาน เราจะรู้สึกกังวลที่จะต้องกลับมาทำมัน
ลองนึกถึงนักกีฬาที่บาดเจ็บแล้วต้องพักฟื้นร่างกายหลายเดือน พวกเขาจำเป็นต้องหยุดการฝึกซ้อมและยุติการลงแข่งขันเป็นเวลานานกว่าร่างกายจะคืนสภาพปกติ เมื่อพวกเขาหายดีและพร้อมที่จะกลับสู่สนาม พวกเขาก็รู้สึกวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการเล่นกีฬา ทั้งที่ตัวเองเคยทำเป็นประจำมาก่อน

นั่นเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปกับสิ่งที่เราไม่ได้ทำมานาน การซ้อมที่คุ้นเคยทำเป็นกิจวัตร พอไม่ได้ฝึกซ้อมนานก็กลายเป็นไม่คุ้นเคย ซึ่งระยะเวลามันนานพอที่เราจะคุ้นเคยกับช่วงที่เราไม่ได้ฝึกซ้อม พอจะกลับไปซ้อม สิ่งนั้นจึงเหมือนเป็นเรื่องใหม่ขึ้นมา จึงไม่แปลกที่จะรู้สึกไม่ชิน มันเหมือนการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งต้องอาศัยเวลาในการปรับตัวเช่นกัน หากต้องกลับไปทำกิจกรรมก่อนหน้านี้ แค่อยู่กับมันทุกวันเหมือนที่เคย ความวิตกกังวลที่สะสมมาก็จะหายไปเอง

ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเปลี่ยนไป
ก่อนที่จะมีโรคระบาด คุณเองอาจไม่ได้สนใจสุขภาพของเพื่อนร่วมงานเท่าไรนัก แต่พอมาตอนนี้ คุณคงรู้สึกระแวงถ้าเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้าง ๆ บ่นว่ารู้สึกเหมือนเป็นไข้ หรือมีอาการไม่สบายให้คุณเห็น รวมถึงคุณก็อยากจะรู้ด้วยว่าใครฉีดวัคซีนแล้ว ใครยังไม่ได้ฉีด (กรณีที่บริษัทไม่มีสวัสดิการให้พนักงาน และพนักงานต้องหาวัคซีนฉีดเอง) หรือการประชุมผ่านทางออนไลน์ ทำให้เพื่อนร่วมงานได้เห็นสภาพบ้านหรือคนในครอบครัวคุณ จริง ๆ แล้วนั่นไม่ใช่ความลับหรอก เพียงแต่มันก็เป็นความรู้สึกต่อต้านอย่างหนึ่งในใจที่คุณอาจไม่รู้ตัว

เมื่อต้องกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ ผู้คนก็จะกังวลเรื่องสุขภาพของคนอื่น ๆ ในออฟฟิศทันที หลายคนอาจแสดงท่าทางรังเกียจคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน (อาจจะแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว) หรือแสดงความไม่พอใจรุนแรงหากใครหละหลวมเรื่องมาตรการป้องกันโรค หลายคนจู้จี้กับการระมัดระวังตัวเองจนเกินพอดี และหลายคนก็พยายามปลีกตัวออกจากวงของเพื่อนร่วมงาน เช่น ไม่กล้าไปนั่งกินข้าวกับใคร พฤติกรรมแบบนี้ทำให้บรรยากาศในออฟฟิศดูตึงเครียดมากขึ้นกว่าเดิม เพราะต่างคนต่างกลัวว่าจะติดโรคจากอีกฝ่าย จึงเผลอแสดงพฤติกรรมแย่ ๆ ออกมา

หากคุณหรือเพื่อนร่วมงานของคุณเผลอแสดงท่าทีเหมือนรังเกียจคนอื่น ๆ ออกมา ขอให้รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไรเลย มนุษย์เรารักตัวกลัวตาย และพร้อมทำทุกอย่างที่จะป้องกันตัวเองจากโรคนี้ แต่เพราะเราไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ ไปอยู่ที่ไหนมา อยู่ในแหล่งโรคระบาดหรือเปล่า ที่สำคัญคือไม่รู้ว่าพวกเขาป่วยโดยไม่แสดงอาการอยู่หรือไม่ จึงเป็นความหวาดระแวงกันและกัน ทำให้ความสนิทสนมระหว่างกันไม่เหมือนเดิม การจะผ่านสถานการณ์อึดอัดนี้ไปได้ คงทำได้เพียงอดทน ยอมรับสภาพ และหลีกเลี่ยงการนินทาเพื่อนร่วมงาน

เคยชินกับการ WFH ไปแล้ว และอยากคงชีวิตแบบนี้ในออฟฟิศ
การทำงานจากบ้านในระยะเวลายาวนานขนาดนี้ ถือเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ สำหรับทุกที่ในโลก การพยายามปรับตัวของมนุษย์จะเกิดขึ้น ต่อให้ไม่เข้าออฟฟิศแต่งานยังต้องทำ ระหว่างนี้ คุณก็ได้เรียนรู้ว่าการทำงานที่บ้านและทำงานที่ออฟฟิศต่างกันอย่างไร และก็อาจจะพบว่าการทำงานที่บ้านได้ประสิทธิภาพ ได้ประสิทธิผลดีกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ (สำหรับบางคน) มีความสุขกว่า พอต้องกลับเข้าออฟฟิศก็เลยรู้สึกเสียดาย และรู้สึกไม่ค่อยดี

อย่างที่บอกว่าคุณพยายามปรับตัวจนเคยชินกับการทำงานที่บ้านไปแล้ว เพราะคุณหาวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของคุณได้ มีกลยุทธ์ มีวิธีแปลก ๆ มาแก้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับการทำงานที่บ้านก่อนหน้านี้ คุณพบวิธีการสื่อสารพูดคุยงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จากการค่อย ๆ ปรับ ค่อย ๆ แก้ปัญหา จนตอนนี้มันลงตัวดีและไม่ใช่ปัญหาอีกแล้ว

เพราะคุณสร้างทุกอย่างขึ้นมาเพื่อให้เหมาะกับการทำงานที่บ้าน คุณเลยค่อนข้างเสียดายที่ต้องปรับเปลี่ยนชีวิตอีก อะไรที่เคยทำขณะที่ทำงานอยู่ที่บ้าน พอกลับเข้าออฟฟิศก็ทำไม่ได้ เพราะสภาพแวดล้อมไม่เอื้อให้ทำ ในขณะที่หลาย ๆ อย่างที่พอทำได้ คุณก็อยากจะรักษาชีวิตแบบนี้ไว้แม้จะกลับเข้าออฟฟิศ ซึ่งเวลานี้ ออฟฟิศอาจกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่คุณไม่คุ้นเคย (ทั้งที่มันเป็นออฟฟิศเดิม) คุณจึงต้องสร้างนิสัยเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด แบบที่ไม่ใช่นิสัยที่ทำได้เฉพาะการทำงานที่บ้านเท่านั้น