วัฒนธรรมไทยโตได้ไหมในกระแส Pop Culture? ฟัง ‘เก่ง ธชย’ เล่า เคล้าเรื่องจุกอก

วัฒนธรรมไทยโตได้ไหมในกระแส Pop Culture? ฟัง ‘เก่ง ธชย’ เล่า เคล้าเรื่องจุกอก
Mars Magazine

สนับสนุนเนื้อหา

ปีสองปีมานี้ ‘วัฒนธรรมไทย’ ทั้งดั้งเดิมและผสมผสานกลับมาอยู่ในกระแสสังคมมากขึ้น ซึ่งเห็นได้ล่าสุดกับความฟีเวอร์ของละคร ‘บุพเพสันนิวาส’ ที่เล่นเอาอุทานออเจ้ากันทั้งบ้านทั้งเมือง ไม่เว้นลูกเล็กเด็กแดงที่แห่แหนกันมาแต่งชุดไทย สรรหาของกินสมัยโบราณ ศึกษาประวัติศาสตร์กันในแบบคูลๆ จนทำให้เรารู้สึกว่า ‘วัฒนธรรมไทย’ เริ่มไม่ใช่เรื่องล้าสมัยอีกต่อไป เพราะคือรากเหง้าที่เรามีอยู่ แต่… ในอีก 10 ปีข้างหน้าจะดูเจ๋งอย่างนี้ไหม? จะเติบโตท่ามกลางกระแส Pop Culture ที่หลามไหลรุนแรงได้อย่างไร? และไทยแท้แบบนักอนุรักษ์จะกอดคอเดินไปด้วยกันกับไทยร่วมสมัยได้สนิทใจแค่ไหน?
 
ลองไปฟังจากปาก ‘เก่ง ธชย’ ผู้ที่โตมากับไทยแท้ แต่ไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในต่างแดนด้วยผลงานแบบไทยประยุกต์ ...พร้อมเรื่องจุกๆ แบบไทยปะทะไทย!

หมายเหตุ: บทสัมภาษณ์นี้สัมภาษณ์เมื่อปี 2560

บ้านเราอยู่ในกรอบระเบียบแบบไทยอนุรักษ์มานาน เมื่อเราหยิบเอามาประยุกต์ใหม่สร้างสรรค์ใหม่อย่างที่เก่งทำ จะเกิดการปะทะกันมากน้อยแค่ไหน

งานของผมเกิดจากความรักในวัฒนธรรมเหมือนกันนะ ฝ่ายอนุรักษ์ก็รักในวัฒนธรรม เขาสื่อสารออกมาอีกแบบหนึ่ง สำหรับฝ่ายสร้างสรรค์เราก็ทำออกมาจากความรัก จะบอกว่าเราไปทำลายก็ไม่ใช่ สุดท้ายการปะทะกันไม่ว่าจะดีหรือร้ายเดี๋ยวมันก็เป็นอดีต 

บางคนบอกว่าวัฒนธรรมไทยไม่มีวันตาย แต่ก็ไม่รู้จะโตได้มากน้อยแค่ไหน คิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้
มันอยู่ที่ทักษะของคนทำงาน เพราะเราต้องย้อนกลับไปศึกษาของเก่าให้ดีก่อน หากมีการดีเบตกันเราจะสามารถเท้าความกลับไปได้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะถูก เพราะวัฒนธรรมไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง อย่างเราเป็นคนสาธารณะอยู่ในพื้นที่โล่ง กับคนที่อยู่หน้าจอพร้อมแป้นคีย์บอร์ดเขาก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ใช่ว่าเราจะไปตามอย่างที่เขาคิดเห็นทุกคนมันก็ไม่ใช่ เราต้องยืนในจุดยืนของเรา เพราะกระแสผ่านมาเดี๋ยวมันก็กลายเป็นอดีต

คนลืมไปแล้วว่าปีที่ผ่านมาผมทำอะไร ผมเอาจะเข้ไปแข่งในต่างประเทศ เรากลับมาคนก็ดีใจไปกับเราด้วย แต่วันหนึ่งทุกคนจะลืม ให้จำว่าเราทำอะไรดีกว่า อย่าจำที่วัตถุหรือเปลือก ซึ่งผมก็จะบอกอยู่เสมอว่าคนเราควรจะพูดให้น้อยลง และลงมือทำให้มากขึ้น
 

 

ช่วงเวลาหนึ่งญี่ปุ่นและเกาหลีขายวัฒนธรรมของเขาผ่านสื่อต่างๆ มาสู่บ้านเราจนฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วเราจะทำอย่างไรให้วัฒนธรรมของเราส่งออกได้อย่างนั้นบ้าง
เก่งว่ามีทางเป็นไปได้ เราต้องหาคอนเน็คชั่นดีๆ แต่คนเหล่านั้นจะไม่ให้ความสำคัญในแง่ของวัฒนธรรมหรือไปให้ความสำคัญแบบผิดๆ เช่น เอาดาราไปโปรโมต มันก็ไม่ได้เห็นวัฒนธรรมไทย ซึ่งหากเราจะผลักดันวัฒนธรรมไทยไปสู่ข้างนอกนั้นเราต้องใช้พลังของตัวเอง เพราะหากรอกระบวนการต่างๆ ก็นานมากกว่าจะได้ไป เหมือนกับเรายิงธนู ถ้าเรารู้ว่าเป้าหมายสีแดงข้างหน้ามันไกลมาก แต่ถ้าเราไม่เริ่มยิงเราจะรู้ได้อย่างไรว่าจะไปถึงไหม ยิงครั้งแรกอาจจะสูงหรือต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ในครั้งต่อไปเราจะใกล้เคียงเป้าหมายมากขึ้นเรื่อยๆ 

พูดแบบนี้แสดงว่าเก่งไม่เชื่อในระบบส่งเสริมวัฒนธรรมไทยที่เราเป็นอยู่
ไม่ได้เชื่อว่ามันทำได้จริง ไม่รู้คนพูดไปไหนแล้ว แต่ก็พูดกันมาเรื่อยๆ ว่าอยากให้เด็กไทยสืบสานวัฒนธรรมไทย แล้วยังไงต่อ? แต่สิ่งที่เราทำคือทำเลยไง แล้วเด็กก็เห็นเอง อยากเอง แต่ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปเพราะมีโลกโซเชียลเข้ามา มีความคิดเห็นที่หลากหลาย ซึ่งหากเรามัวแต่ตามคนเหล่านี้แล้วคุณไม่มีจุดที่เข้มแข็งมากพอ มันก็จะเขวได้ เพราะคนคอมเมนต์เหล่านี้เขาพิมพ์เสร็จก็ออกไปกินข้าวแล้วก็ลืม

คนในโลกนี้มีตั้งกี่คน ให้ผมเปลี่ยนตัวเองจนตายยังไม่พอใจทุกคนเลย ความพอใจของคนมันหาที่สิ้นสุดไม่ได้ แค่เราพอใจตัวเองแล้วลงมือทำก็พอแล้ว เพราะคนที่ได้ก็คือตัวเราเอง
 

 

ที่ฟังมาเหมือนกำลังจะบอกกับทุกคนที่ชื่นชอบการทำงานแบบเก่งนั้นให้เชื่อมั่นในแนวทางของตัวเองแล้วลงมือทำ
เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองและจงซื่อสัตย์ในความเป็นคนด้วยนะ นั่นหมายความว่าเมื่อเรามองสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมันผิดศีลธรรมไหมวะ ทำลายวัฒนธรรมหรือเปล่า หากไม่ทำลายศีลธรรมอันดี ไม่ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ก็ทำไปเลย งานสร้างสรรค์คืองานที่มีประโยชน์ไม่มากก็น้อย อย่างน้อยๆ คนที่ได้ก็มีเราคนหนึ่ง 

หากเด็กรุ่นใหม่บอกว่า ผมจะแต่งตัวแบบพี่เก่งก็ได้ไม่ยากเลย ร้องแบบพี่เก่งก็ได้ แล้วทำไมต้องศึกษาแบบลงลึกด้วยล่ะ คุณจะบอกเขาว่าอะไร
เป็นหน้าที่ของคนอื่นไม่ใช่หน้าที่ของผม (หัวเราะ) คือมันจะมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ทำหน้าที่ให้ความรู้เราในส่วนที่เราจะต้องเข้าใจ ผมเติบโตมา 28 ปีแล้วก็มีคนทำให้ผมผิดได้ (ในกรณีเรื่องการแต่งตัวทศกัณฐ์ใน MV เที่ยวไทยมีเฮ) ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ต้องสอนเราตั้งแต่เด็กๆ แต่ทำไมไม่มีใครมาสอนวะ หน้าที่ของเราคือใช้ชีวิตในแบบของเรา และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังในแบบของเรา ผมไม่ได้เกิดมาเป็นมูลนิธิชีวิต เราเป็นแรงบันดาลใจได้ แต่เราไม่ได้ทำเพื่อทุกคนไปหมด แต่เราทำด้วยจุดมุ่งหมายบางอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ จะให้ผมไปทำทุกอย่างในโลกก็ไม่ได้ ผมว่าประเทศไทยถ้าทุกคนทำหน้าที่ของตนเอง ไม่ว่าจะหน้าที่อะไรก็แล้วแต่อย่างเต็มที่ ทุกอย่างก็จะดี
 

 

แปลกใจไหมที่หลายคนไม่ภูมิใจที่จะใส่ชุดไทยเหมือนอย่างที่เกาหลี ญี่ปุ่นใส่กัน

เก่งไม่ได้มองว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้ภูมิใจนะ เราเห็นว่าคนที่ใส่จะถูกแชร์ออกไปในแง่บวก และถูกชื่นชม แต่ประเทศเราบางอย่างมันชิลล์ไป เรื่องที่ควรบังคับก็ไม่บังคับ เรื่องไม่ควรบังคับก็บังคับ 

รู้มาว่าชอบตัวยักษ์มาก ทำไมถึงชอบ
ยักษ์ในความคิดเราคือตัวที่ไม่ใช่มนุษย์ เมื่อไม่ใช่มนุษย์ก็จะถูกคิดว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน คือเก่งเกิดมาก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงประถม มัธยม หรือในพาร์ตไหน ผมจะถูกมองแบบนั้นเสมอ ตอน ม.ปลายเราเป็นเด็กอ้วน มันก็จะแปลกแยก ทำไมเขาออกกำลังกายได้ แต่เราไม่ได้ แสดงความคิดเห็นก็โดนเพื่อนเอากระดาษฟาดหัว

ชีวิตเราไม่ได้สวยงามอย่างที่ทุกคนคิด เราเกิดมาในความแปลกแยก ฉะนั้นตัวยักษ์มันจึงเป็นตัวละครที่เหมาะกับเรา เขาเข้มแข็งไง เราเอาความหมายบางอย่างคือความเข้มแข็งมาไว้ในใจ เราเชื่อว่าทุกคนมียักษ์หมด เราจึงต้องปลุกยักษ์ตัวเองให้ลุกขึ้นสู้
 

 

บางคนบอกว่าเก่งเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติ เป็นแบบนั้นหรือเปล่า 
เราเป็นคนไทยประมาณหนึ่งเลยแหละ ด้านหลังผมมีรอยสักต่างๆ ผมชอบเข้าวัด ผมมีความเชื่อแบบต่างๆ เรื่องเหล่านี้มันมากับเราในตอนเรียนดนตรีไทย ดนตรีไทยสอนให้เคารพครูบาอาจารย์มาก ไม่ว่าจะเป็นครูที่มองเห็นหรือมองไม่เห็น แต่เมื่อใดที่เรานึกถึงครูบาอาจารย์มันส่งเสริมกำลังใจเรามากๆ รวมถึงครูบาอาจารย์ที่เรามองเห็นด้วยนะ และเราก็ต้องรู้จักกตัญญู 

เมื่อสักครู่พูดถึงครูที่มองไม่เห็น ครูที่มองไม่เห็นของเก่งมีท่านใดบ้าง 
หลักๆ ก็มีพ่อแก่ใช่ไหมครับ พระพิฆเนศหรือว่าครูบาอาจารย์ที่เราบูชา หรือหลวงปู่ที่เป็นพระเกจิต่างๆ ถามว่าครูแต่ละท่านช่วยเหลือยังไง ผมก็ไม่อยากจะพูดว่าปาฏิหาริย์นะที่วันนี้มายืนในจุดนี้ได้ แต่ทว่าผมเชื่อในสิ่งเหล่านี้ (ควักพระที่ห้อยคอออกมาเป็นพวง) ภายนอกเราเป็นคนรุ่นใหม่ คนก็จะมองว่าคนรุ่นใหม่ต้องเป็นแบบนี้ แต่จริงๆ ผมว่าแบบนี้ก็เป็นคนรุ่นใหม่ได้ คือเราอย่าเอาตัวเองเป็นไม้บรรทัดวัดคนอื่น เราต้องหยุดได้แล้วและทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ผมเชื่อว่าประเทศจะพัฒนาไปอีกได้มากเลย
 

 

ว่ากันเรื่องความรักบ้าง ดูภายนอกเป็นคนแข็งแกร่ง เรื่องรักแข็งแกร่งไหม 
ผมไม่มีเวลากับเรื่องนี้ เพราะผมเป็นคนที่บ้างานโคตร อย่างตื่นมาสิ่งแรกที่ผมทำคือวิ่ง วิ่งวันละ 2 ชั่วโมง ระหว่างนั้นผมจะคิดงานไปด้วย เพราะสมองจะแล่นมาก จากนั้นก็จะเป็นเวลางาน วันว่างเมื่อไหร่ผมก็จะใส่เรื่องงานเข้าไป ฉะนั้นผมจะไม่มีเวลาเรื่องความรักเลย และผมก็ไม่ได้เชื่อว่าเรื่องรักเป็นเรื่องหลักของชีวิต 

แล้วอะไรคือเรื่องหลักของชีวิต?
ครอบครัวไง และความสุขของผมก็คือการทำ Pop Culture ในแบบเราให้มันไปไกลที่สุด ถ้าผมมัวแต่ถามแฟนว่าเธอกินอะไรหรือยัง เวลาผมหายไปแล้ว 5 นาที

คนเราให้ความสำคัญกับคุณค่าบางอย่างในชีวิตแตกต่างกัน สำหรับเราถามว่าความรักมีคุณค่าไหม? มี แต่อย่างอื่นมีคุณค่ามากกว่าสำหรับเรา ในทางกลับกันความรักของคนอื่นอาจจะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ก็ได้ แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน คุณค่าชีวิตผมคือการทำงาน
 

 

ในความที่เก่งเป็นศิลปินอีกคนหนึ่งของเมืองไทยที่นำเรื่องวัฒนธรรมมาต่อยอด อยากถามว่าจะอยู่รอดยังไงในยุคปัจจุบัน 
อยู่รอดด้วยการดิ้นรนด้วยตัวเอง อย่างรุ่นน้องผมอยากเป็นอาร์ตติสต์ แต่ท้ายสุดต้องผันตัวเองไปขายผลไม้อยู่บีทีเอสเรื่องนี้ถ้ามองในมุมผมนะ คือภาครัฐมีงบประมาณในการสนับสนุนกีฬานะ ไปสร้างชื่อเสียง กลับมาเป็นข้าราชการ รับเงินเดือนมีชีวิตมั่นคง แต่ในแง่ของคนที่ทำงานด้านวัฒนธรรมหรือศิลปินต่างๆ ไม่มีตรงนี้ ทั้งๆ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติเช่นกัน 

กีฬาเป็นการโชว์ศักยภาพของชนชาติ ส่วนวัฒนธรรมคือการบ่งบอกถึงความเป็นชาติ สรีระมันไม่ได้บอกความเป็นคนไทยเท่าไหร่นะ เพราะบางชาติก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายเรา แต่วัฒนธรรมมันบ่งบอกความเป็นชาติ แล้วคนที่ทำงานด้านนี้ก็มีน้อยลงทุกที เพราะมันไม่มีท่อมาหล่อเลี้ยงตรงนี้ เราก็ต้องหาเลี้ยงตัวเองไปเรื่อย แทบจะไม่เห็นหน่วยงานเข้ามาช่วย คนที่เข้ามาช่วย ณ ตอนนี้สำหรับผมคือประชาชน
 

 

พูดเหมือนน้อยใจกับสิ่งที่ภาครัฐทุ่มเทให้ไม่เท่ากัน
ปัจจุบันมีคนมาถามผมว่าเก่งจะไปแข่งที่ไหนต่อ เราก็ตอบว่ายังเลยครับ ขอเก็บเงินก่อน ถ้าคุณวิเคราะห์ด้านนี้จริงๆ จะเห็นว่าไม่มีใครเอาตังค์ให้ผมไปแข่งนี่ เอาเงินมาให้สิเดี๋ยวบินไปแข่งให้เลย มันไม่มีใครมาซัพพอร์ตตรงนี้ไง ศิลปินบางคนก็เลยคิดว่าไม่ทำก็ได้วะ ถ้าคิดในแง่ของการเห็นแก่ตัวนะ แต่เราเป็นคนไทยคนหนึ่งที่อยากจะทำสิ่งนี้และอยากจะไปข้างนอกในแบบของเรา ไม่เคยคิดนะว่าไปแล้วจะได้เหรียญทองกลับมา (ในการแข่งขัน World Championships of Performing Arts ครั้งที่ 20) แต่เมื่อได้มาแล้วเราก็ขอขอบพระคุณครูบาอาจารย์ที่สอนมา และสิ่งต่างๆ ที่สั่งสอนเรามา เราภูมิใจที่คนชาติอื่นประกาศคำว่าไทยแลนด์ มันมีคุณค่าในชีวิตโคตรๆ มันยังมีนะคนที่เก่งกว่าผม ถ้ามีคนสนับสนุนเขาผมเชื่อว่าจะสานต่องานได้อีกไกล
 

 

อยากจะฝากอะไรถึงน้องๆ ที่อยากเรียนหรือทำงานด้านสายวัฒนธรรมบ้าง 
ขอเป็นกำลังใจให้น้องๆ ที่ตัดสินใจจะมาศึกษาในด้านวัฒนธรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นนาฏยะ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีไทย หรือสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับความเป็นไทย ขอให้ตั้งมั่นว่าคุณได้เรียนรู้สิ่งที่มีคุณค่าสูง ผมเชื่อว่าถ้าเกิดคุณมีพื้นฐานที่ดีที่แน่น จงหาวิธีอยู่รอดในแบบฉบับของตนเอง และอยากจะฝากถึงคนที่ชอบในสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ตัวอย่างเช่น คุณร้องเพลงฝรั่งเพลงหนึ่งเก่งโคตรๆ เลย แต่ว่าคุณก็ยังเป็นได้แค่ของก๊อปเกรดเอ แต่ถ้าคุณลองมาเล่นดนตรีไทย เก่งบ้างไม่เก่งบ้าง ยังไงก็ยังเป็นของแท้ของเราอยู่ ฉะนั้นก็ลองดูแล้วกันว่าอยากจะเป็นของก๊อปเกรดเอหรืออยากจะเป็นของแท้ ลองเลือกดู
 
เรื่อง : Marsmag
ภาพ : พาณุวัฒน์ เงินพจน์

ติดตามSanook! Men

อัพเดตเทรนด์แฟชั่น สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายได้ที่นี่