Nokia ชี้เครือข่ายออปติกคือหัวใจยุค AI ไทยมีบทบาทสำคัญด้านการผลิต

Nokia จัดงาน Wavelengths APAC ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย เพื่อนำเสนอนวัตกรรมด้าน Optical Networking หรือเครือข่ายรับส่งข้อมูลความเร็วสูงผ่านแสง ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุค AI ภายในงาน Nokia ชี้ให้เห็นว่า เมื่อ AI, Data Center, Cloud และบริการดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว เครือข่ายในอนาคตจะต้องรองรับข้อมูลปริมาณมหาศาล มีความหน่วงต่ำ ปลอดภัย ขยายระบบได้ง่าย และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จะมีอะไรน่าสนใจ Sanook Hitech พาคุณไปดูในงานนี้แบบทุกจุดกันครับ

AI ทำให้โลกต้องการเครือข่ายที่เร็วและใหญ่กว่าเดิม
การเติบโตของ AI ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในซอฟต์แวร์หรือชิปประมวลผลเท่านั้น แต่ยังผลักดันให้โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายต้องพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เพราะศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องรับส่งข้อมูลระหว่างกันตลอดเวลา
Nokia ระบุว่า เครือข่ายยุค AI ต้องรองรับการเติบโตของ Hyperscale Data Centers, การเชื่อมต่อคลาวด์ และบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องพึ่งพาเครือข่ายออปติกที่มีความจุสูงและมีประสิทธิภาพ

Nokia มอง Optical Network เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ AI Supercycle
ในมุมของ Nokia ยุค AI กำลังเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า AI Supercycle หรือรอบการลงทุนขนาดใหญ่ที่ทำให้ศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว
เมื่อศูนย์ข้อมูลมีจำนวนมากขึ้นและกระจายตัวมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความต้องการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center Interconnect ที่ต้องมีแบนด์วิดท์สูงและเสถียร เพื่อให้ข้อมูลวิ่งระหว่างระบบประมวลผล คลาวด์ แอปพลิเคชัน และผู้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศเครือข่ายออปติก
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจากงานนี้คือ Nokia ย้ำว่า ประเทศไทยมีความสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจด้านเครือข่ายออปติกของบริษัท โดยผลิตภัณฑ์ออปติกจำนวนมากของ Nokia ถูกผลิตและประกอบขึ้นในประเทศไทย
รอน จอห์นสัน รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่าย Optical Networks ของ Nokia ระบุว่า เขาได้เดินทางไปยังพื้นที่ชลบุรีและศรีราชา และเห็นการลงทุนขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอุปกรณ์ออปติก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานสำคัญสำหรับ AI Supercycle ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก


ทำไม Data Center ต้องพึ่งพา Optical Network?
ศูนย์ข้อมูลไม่สามารถทำงานแบบโดดเดี่ยวได้ เพราะต้องเชื่อมต่อกับศูนย์ข้อมูลอื่น คลาวด์ ผู้ให้บริการเครือข่าย และผู้ใช้งานจำนวนมาก การเชื่อมต่อเหล่านี้ต้องการความเร็วสูง ความจุสูง และความเสถียรที่เครือข่ายทั่วไปอาจไม่เพียงพอ
เครือข่ายออปติกจึงทำหน้าที่เหมือน “ทางด่วนของข้อมูล” ที่ช่วยให้ข้อมูลจำนวนมหาศาลเดินทางระหว่างศูนย์ข้อมูลได้เร็วขึ้น รองรับทั้ง AI Training, AI Inferencing, Cloud Service, Mobile Network และบริการองค์กรขนาดใหญ่
Nokia นำเสนอ ICE7 และ PSE-6s สำหรับเครือข่ายยุค AI
ภายในงาน Wavelengths APAC, Nokia ได้นำเสนอนวัตกรรมด้าน Optical Network รุ่นใหม่ ได้แก่ ICE7 และ PSE-6s ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการขยายเครือข่าย ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นในยุค AI
เทคโนโลยีเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้ผู้ให้บริการเครือข่ายและผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลสามารถเพิ่มความจุของระบบได้ โดยไม่ทำให้ต้นทุนและการใช้พลังงานสูงขึ้นเกินจำเป็นเทคโนโลยีดังกล่าวทาง Nokia ระบุว่า ภายในศูนย์ข้อมูลมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจากการรับส่งข้อมูลระดับ 100Gbps ไปสู่ 400Gbps, 800Gbps และไปจนถึง 1.6Tbps ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความต้องการแบนด์วิดท์เติบโตเร็วมาก
การขยายตัวระดับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่าย เพราะต้องอาศัยทั้งนวัตกรรมด้านชิป เครือข่ายออปติก ตัวรับส่งสัญญาณ ระบบควบคุม และการออกแบบที่ช่วยลดการใช้พลังงานให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง
หนึ่งในไฮไลต์ของการสาธิตเทคโนโลยีคือโซลูชัน Data Center Interconnect หรือ DCI รุ่นใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูล คลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานระดับ Hyperscale
การสาธิตประกอบด้วยระบบ Optical Line System หรือ OLS ที่รองรับย่านความถี่ C+L, ความสามารถด้าน Coherent Routing และโมดูล 800G Coherent Pluggables ที่สามารถทำงานร่วมกับเราเตอร์ของ Nokia เพื่อเพิ่มความจุของเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้เห็นภาพ Nokia ยังนำเสนอการสาธิตผ่านประสบการณ์ AR หรือ Augmented Reality เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานเข้าใจเทคโนโลยีออปติกสำหรับศูนย์ข้อมูลได้ง่ายขึ้น การสาธิตครอบคลุมเทคโนโลยีอย่าง ICE-X 800G ZR/ZR+ Pluggable, OLS/RD66 C+L ROADM รวมถึงแนวทางของ Nokia ในการลดการใช้พลังงานของอุปกรณ์ Pluggable ผ่านเทคโนโลยี ICE-D
ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจะมีบทบาทใหม่ในยุค AI ด้าน Nokia มองว่า ผู้ให้บริการโทรคมนาคมไม่ได้มีหน้าที่แค่ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือโครงข่ายมือถืออีกต่อไป แต่สามารถเข้ามามีบทบาทในระบบนิเวศ AI ได้มากขึ้น
หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงคือ GPU as a Service หรือการให้บริการทรัพยากรประมวลผล AI ผ่านเครือข่ายของผู้ให้บริการ ซึ่งอาจช่วยให้บริการ AI บางประเภทถูกประมวลผลใกล้กับผู้ใช้งานมากขึ้น ลดความหน่วง และรองรับการใช้งานแบบกระจายศูนย์ได้ดีขึ้น
ความท้าทายของยุค AI ไม่ใช่แค่การเพิ่มความเร็วหรือเพิ่มแบนด์วิดท์ แต่ยังรวมถึงการใช้พลังงาน เพราะศูนย์ข้อมูลและโครงข่ายขนาดใหญ่ใช้พลังงานจำนวนมาก ดังนั้นเทคโนโลยีเครือข่ายรุ่นใหม่จึงต้องออกแบบให้รองรับข้อมูลมหาศาล ขยายระบบได้ง่าย แต่ยังคงใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้การเติบโตของ AI ไม่สร้างภาระด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อมมากเกินไป

สิ่งที่น่าจากงานนี้
ก่อนอื่นนั้นปกติเมื่อพูดถึง AI หลายคนมักนึกถึงชิป GPU, Chatbot หรือ Data Center ขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่งาน Nokia Wavelengths APAC ชี้ให้เห็นคือ เบื้องหลัง AI ทั้งหมดต้องพึ่งพาเครือข่ายที่เร็วและเสถียรมากพอ หากไม่มีเครือข่ายออปติกที่รองรับข้อมูลระดับมหาศาล การเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูล การประมวลผลแบบกระจายศูนย์ และบริการ AI แบบเรียลไทม์อาจเกิดขึ้นได้ยาก หรือมีต้นทุนสูงเกินไป
อีกประเด็นที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทยคือ Nokia ระบุว่าไทยมีบทบาทสำคัญในสายการผลิตและนวัตกรรมด้านออปติกของบริษัท ทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่ผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนสำคัญที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลก
ดังนั้นในงาน Nokia Wavelengths APAC สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้ต้องการแค่พลังประมวลผล แต่ต้องการเครือข่ายออปติกที่มีความจุสูง ปลอดภัย ขยายได้ และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเชื่อมต่อศูนย์ข้อมูล คลาวด์ แอปพลิเคชัน และผู้ใช้งานทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย งานครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและนวัตกรรมด้าน Optical Networking ของ Nokia ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่กำลังเติบโตทั่วโลก
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี





