
จบลงไปแล้วครับสำหรับงาน Samsung Galaxy Unpacked เมื่อช่วงเวลา 21.00น. ของวันที่ 11 เมษายน 2021 ตามเวลาประเทศไทย โดยไฮไลต์สำคัญคือการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับ ในตระกูล Galaxy อย่าง Samsung Galaxy Z Fold3 และ Samsung Galaxy Z Flip 3 โฉมใหม่ที่มีสีสันกว่ารุ่นพี่ ๆ
ทั้งนี้ในส่วนของรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งหมดที่ทางซัมซุงได้ทำการเปิดตัวไปนั้น ทีมงาน Sanook! Hitech ได้ทำการรวบรวมและสรุปมาให้คุณได้อ่านกันแล้วในบทความนี้
มาดูกันครับว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้ง 4 ตัวของซัมซุงจะมีรุ่นตอบโจทย์และพร้อมให้เราเสียเงินในกระเป๋ากันบ้าง?

เริ่มต้นกับ มือถือพับได้ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม โดยออกแบบให้กันน้ำได้ในแบบ IPX8, ติดตั้งกระจก Gorilla Glass Victus แข็งแรงกว่าเดิม และมาพร้อมเฟรมโลหะรอบนอกเรียกว่า Arrmor Aluminum ที่แข็งแรงกว่าเดิม 10% และ ฟิล์มกันรอยภายในหน้าจอจะทนรอยมากขึ้นถึง 80% ด้วยกัน
ขนาดของตัวเครื่อง Samsung Galaxy Z Fold3 นั้นมีความสูงที่ 158.2 มิลลิเมตร กว้าง 67.1 มิลลิเมตร หนา 16.0 มิลลิเมตร (วัดจากการพับแล้ว เมื่อเทียบกับ Galaxy Z Fold2 รุ่นใหม่จะเป็นแบบ 159.2 x 68 x 16.8 มิลลิเมตร เท่ากับเล็กจากเดิม และหน้าจอภายนอกขนาดเท่ากันคือ 6.2 นิ้ว

พอเมื่อกางออกมา จะมีความบางจะมี 6.4 มิลลิเมตร (เดิมมีความหนา 6.9 มิลลิเมตร) มีน้ำหนักที่ 271 กรัม และความกว้างเวลากางอยู่ที่ 128.1 มิลลิเมตร ทั้งหน้าจอขนาด 7.6 นิ้ว เท่าเดิมจากเดิม และหน้าจอภายในเป็นแบบ Dynamic AMOLED 2X และมีค่า Refresh Rate 120Hz ให้ความลื่นไหล ในการดูวิดีโอ Content ได้สนุกมากขึ้น และหน้าจอสว่างขึ้น 29%
ครั้งแรกกับมือถือ Samsung ที่มีการพับได้จะได้กล้องหน้าแบบซ่อนใต้หน้าจอครั้งแรกบนมือถือ Samsung Galaxy โดย Samsung เรียกว่า Under Display Camera ทำให้กล้องไม่รบกวนสายตาเราอีกต่อไป
หน้าจอทั้งคู่จะสามารถ แสดงค่า Refresh Rate สูงสุดที่ 120Hz แต่ข้างในจะเป็นแบบ Adaptive Display ลักษณะการทำงานแบบเดียวกับ Galaxy S21 Ultra และฟิล์มมีการเปลี่ยนเป็นแบบ Flex Film ทนต่อการใช้งาน และวัสดุอะลูมิเนียม ที่แข็งแรงทนทานพร้อมกับกระจกด้านอกเป็นแบบ Gorilla Victus แข็งแรงกว่าเดิม และมี 3 สีคือ Phantom Black, Phantom Silver และ Phantom Green
จุดเด่นของ Samsung Galaxy Z Fold 3 นั้นจะมีครั้งแรกหลากหลายโดยประมวลผลผ่าน Qualcomm Snapdragon 888 พร้อมกับ Android 11 และมาพร้อมกับ OneUI 3.1 ที่อัปเกรดได้นานมาก และยังมีฟีเจอร์ต่างๆ ครบเครื่องทั้ง

ครั้งแรกของมือถือพับได้ที่จะรองรับการทำงานกับ ปากกา S Pen นั้นจะมีการรองรับกับ มือถือ Galaxy Z Fold3 โดยจะแบ่งออกเป็น
การทำงานของระหว่างการประชุมสามารถเพิ่มเป็นจุดในการบันทึกพูดคุยและจะวาระการประชุมต่างๆได้ โดยไม่ต้องใช้ Keyboard ได้

นอกจากนี้ยังมีการปรับรูปแบบการทำงานได้หลากหลายเช่น

กล้องของ Samsung Galaxy Z Fold3 ด้านหลังประกอบด้วย

แต่จะมีฟีเจอร์ทั้ง Dual Preview สามารถดูได้ทั้งกล้องหลังและกล้องหน้าพร้อมกัน, Capture View ถ่ายภาพพร้อมกันและเลือก Shot ที่ดีที่สุดได้ และสามารถใช้ได้ทั้ง Flex Mode และ โหมดกางเต็มที่ และนอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Auto Framing สามารถซูมภาพออกได้อัตโนมัติ โดยสามารถบอกคนหรือสัตว์เลี้ยงได้มากถึง 4 สิ่งด้วยกัน
และมันยังมาพร้อมกับลำโพง Stereo และมี Dolby ATMOS ทำให้เสียงที่ออกมาลงตัวมากขึ้น
ส่วนราคาจำหน่าย Galaxy Z Fold3 วางจำหน่ายในราคา 57,900 บาท (256GB) และ 61,900 บาท (512GB) มาในตัวเลือกทั้งหมด 3 สีสุดคลาสสิก ได้แก่ สีดำ Phantom Black, สีเขียว Phantom Green และ สีเงิน Phantom Silver
ถึงคิวของ Galaxy Z Flip3 สมาร์ทโฟนจอพับอีกรุ่นของซัมซุงที่ประสบความสำเร็จเพราะเป็นการกลับมาของมือถือฝาพับที่แท้จริง โดยรุ่นนี้จะมาพร้อมกับการออกแบบที่แข็งแรงเท่ากับ Galaxy Z Fold3 ที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือหน้าจอภายนอกที่ใหญ่ขึ้น แต่ทั้งหมดยังคงมีขนาดเครื่องที่เล็กกว่าเดิม โดยมีขนาด 72.2 มิลลิเมตร x 86.4 มิลลิเมตร หนาระหว่าง 15.9 -17.1 มิลลิเมตร

เท่ากับหนาขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย โดยหน้าจอมีขนาดข้างนอกใหญ่กว่าเดิม 4 เท่า หรือประมาณ 1.9 นิ้ว ใช้งานได้มากขึ้นและดูสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม สั่งงานง่ายแค่การเลื่อนขึ้นลงซ้ายและขวา ตัวเครื่องกันน้ำในแบบ IPX8

ส่วนด้านในจะมีขนาดหน้าจอเท่าเดิมคือ 6.7 นิ้วแต่เป็นแบบ Dynamic AMOLED 2X พร้อมกับค่า Refresh Rate 120Hz และหน้าจอแข็งแรงกว่าเดิม 30%


สีสันของเครื่อง Z Flip3 จะประกอบไปด้วย Cream, Green, Phantom Black เป็นแบบ Matte ผิวด้าน, White และมีสี ชมพู, ขาว และ เทา เฉพาะหน้าเว็บไซต์ของ Samsung.com
รายละเอียดสเปกของ Samsung Galaxy Z Flip 3
เท่ากับขุมพลังยังมีการเปลี่ยนแปลงเพราะเลือกใช้ Qualcomm Snapdragon 888 พร้อมกับรองรับ 5G และมีระบบปฏิบัติการ Android 11 ครอบด้วย OneUI 3.1 ด้วยครับ และในเรื่องของ การทำงานของเครื่องจะมาพร้อมกับการทำงานในลักษณ์ Flex Mode
และยังสามารถทำงานกับวิดีโอ Call ควบคุมจากข้างล่างได้และหน้าจอบนจะเป็น View Mode

กล้องจะมาพร้อมกับกระจกแบบ Super Clear Glass Gorilla Glass DX โดยมีกล้องทั้งหมด 2 ตัวประกอบด้วย
นอกจากนี้มันยังมีฟีเจอร์เกี่ยววับ Studio Quality ยกระดับคุณภาพดีขึ้น และมีกล้องถ่ายวิดีโอที่ดีขึ้นกว่าเดิม

และสีสันของเครื่องจะมาพร้อมกับให้เลือกทั้งหมด 4 สีที่เหมาะกับ แถมยังปรับแต่งหน้าปัดนาฬิกาให้เหมาะสมกับ Galaxy Watch4 ได้ด้วย

ส่วนราคาจำหน่าย Galaxy Z Flip3 วางจำหน่ายในราคา 34,900 บาท (128GB) และ 36,900 บาท (256GB) มาในตัวเลือก 4 สีสุดโมเดิร์น ได้แก่ สีครีม, สีเขียว, สีม่วงลาเวนเดอร์ และ สีดำ Phantom Black

Samsung Galaxy Watch เดินทางมาถึงรุ่นที่ 4 แล้วรอบนี้มีการออกแบบใหม่หมด โดยไม่มีการเรียนรู้ Watch4 Active แต่รวมในรุ่นปกติและมีเวอร์ชั่น Classic ต่างกันที่ มีวงแหวนสั่งงาน และสีสันของตัวเครื่องมีหเลือกและรวมถึงสายที่มีให้เลือกใส่มากขึ้น

ครั้งแรกของนาฬิกา Smart Watch ที่สามารถวัดค่า Oxygen ในเลือดเพิ่มเข้ามาแต่ฟีเจอร์ที่เหลือทั้ง ECG, ความดันของเลือดมีให้ครบ โดย Samsung เรียกว่า Samsung BioActive Sensor จะรวมทั้งหมด 3 เซนเซอร์ ได้แก่ Optical Head Rate Sensor (PPG) Electrical Heart Rate Sensor (ECG) และ Bioelectrical Impedance Analysis Sensor (BIA) ทั้งหมดอยู่ใต้นาฬิกาทั้งหมด
ยังมีการใส่ระบบวัดมวลร่างกายหรือ Body Composition Analysis ที่สามารถบอกค่าได้มากไม่ว่าจะเป็น

ทั้งหมดนี้ไว้ให้คุณได้พิจารณาว่าการออกกำลังกายของคุณจะไปในรูปแบบไหน และวางแผนได้ง่าย โดยการทำงานง่ายมาก แค่นนิ้วไปวางที่ปุ่มทั้ง 2 ปุ่มระบบจะวัดข้อมูลโดยอัตโนมัติเพียง 15 วินาที
นอกจากนี้ในโหมดของการออกกำลังกายก็จะมีตัวช่วยทำให้ออกกำลังกายกับเพื่อนได้สนุกเช่นการทำ Group Challenge และ Fitness Routines แถมยังมีฟีเจอร์การออกกำลังกายผ่าน Smart TV โดยแสดงผลเวลาและการออกกำลังกายผ่านทีวี
ระบบการวัดการนอนที่จับได้หลากหลายทั้ง Snoring Detection ที่สามารถจับข้อมูลการนอนกรนของคุณว่าระยะเวลาเท่าไหร่) Blood Oxygen Tracking วัดระดับ Oxygen ในเลือดระหว่างการนอน และคะแนนการหลับนอนที่แสดงผลละเอียดผ่านทาง Samsung Health และมีการวัดการนอน
การปรับปรุงสำคัญอีกครั้งคือมีการใช้ Wear OS + One UI Watch จุดเด่นคือมันจะเหมือนกับมือถือมากขึ้นใช้งานได้ง่าย ปรับปรุงพร้อมกับรองรับ Apps มากมายและสามารถทำงานร่วมกับมือถือได้มากขึ้นและสามารถติดตั้งโปรแกรมจากมือถือในอัตโนมัติ และ Sync เวลาผ่านมือถือได้ รองรับการสั่งงานทั้ง Bixby Voice, หมุน, วงแหวน และ Gesture Control มีท่าทางทั้งหมด 3 ท่าทางง่ายๆ ทำให้คุณสะดวกในการใช้งานมากขึ้น
นอกจากนี้ยังสามารถทำงานมือถือและ Tablet ได้ลงตัวเช่นฟีเจอร์ Auto Switch ที่สามารถทำงานคล่องไปยังมือถือ Tablet, ควบคุมกับ หูฟัง หรือ Smart Watch หรือจะตั้งค่าหูฟังผ่านทางนาฬิกาได้เลย

ทางด้านขุมพลังภายในเลือกใช้ขุมพลังขนาด 5 นาโนเมตร (Exynos W920X), หน้าจอความละเอียดสูง และความจำเพิ่มขึ้นกว่ารุ่นเดิมถึง 16GB ทำให้ประสิทธิภาพของ CPU แรงขึ้น 20% และมี RAM เยอะกว่าเดิม 50% (1.5GHz และการที่มีพื้นที่เพิ่มขึ้นทำให้ใส่เพลงเข้าไปได้ และแบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 40 ชั่วโมง รองรับการใช้งานที่นานขึ้น และชาร์จไฟแค่ 30 นาที สามารถใช้งานได้ 10 ชั่วโมง
และยังมีการรองรับ LTE ผ่าน eSIM, และมีเทคโนโลยี Samsung KNOX มาให้ด้วย โดยขนาดของ Galaxy Watch4 จะมีขนาด 40 / 44 มิลลิเมตร และ Galaxy Watch 4 Classic ที่ขนาด 42 / 46 มิลลิเมตร และมีเลือกหลากสายสี

ส่วนราคาจำหน่ายในต่างประเทศมีดังนี้(ส่วนบ้านเรารอหน่อย ไม่นานนี้แหละ)
ส่วนในประเทศไทยหากมีข้อมูลเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง
ปิดท้ายด้วย Galaxy Buds 2 หูฟังรุ่นใหม่ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในอีเวนท์ครั้งนี้ โดยตัวนี้จะมาทดแทน Galaxy Buds Plus ที่จำหน่ายมานานแสนนาน
galaxybuds2_.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
มาถึงหูฟังรุ่นใหม่ที่มีสีสันสวยงามโดยกล้องภายนอกไม่ว่าจะเลือกสีไหนก็เป็นสีขาว แต่ภายในจะมีสีให้เลือกทั้งสีขาว (White), สีม่วง (Lavender), สีดำ (Graphite) และ เขียว (Olive) ในเรื่องคุณภาพเสียงไม่ต้องห่วงครับเพราะรอบนี้มี Driver มาให้ทั้งหมด 2 ตัวทั้ง Woofer และ Tweeter เช่นเคย แต่จุกจะใส่สบายมากขึ้น และน้ำหนักเบา

ทีเด็ดของรุ่นนี้นั่นคือฟีเจอร์ Active Noise Canceling สามารถลดเสียงได้มากถึง 98% และสามารถเลือกระดับของ Ambient Sound ได้ถึง 3 ระดับตามรูปแบบที่คุณต้องการ

ส่วนไมโครโฟนจะเทคโนโลยี Machine Leaning ในการลดเสียงรบกวนเวลาโทรศัพท์ และยังมีการติดตั้งไมโครโฟน และ VPU (Voice Pick Up Unit) ทำให้เสียงที่ได้ใสกว่าเดิม และ 2 ไมโครโฟนเป็นแบบ Beamforming มาให้ด้วย และขนาดของหูฟังเล็กลง และใส่ง่าย ให้แบตเตอรี่ขนาด 61mAh ใช้งานได้นานข้างละ 5 ชั่วโมง และชาร์จกับกล่องขยายให้ใช้งานได้นานสุด 20 ชั่วโมง
และเพื่อให้คุณใส่หูฟังได้ถูกต้องใน Apps Samsung Galaxy Wearable จะมีฟีเจอร์บอกว่าคุณใส่หูฟังได้ถูกต้องหรือไม่ และมีอุปกรณ์เสริมเคสให้เลือกมากมายแถมยังทำงานร่วมกับ มือถือ และ Tablet ของ Samsung ทั้งนี้ต้องเชื่อมต่อกับ Samsung Account อันเดียวกัน และยังสามารถตั้งค่าควบคุมหูฟังผ่าน Galaxy Watch4 ได้

และสามารถตั้งค่าหูฟังผ่าน PC ได้ด้วย โดยการติดตั้งโปรแกรม Galaxy Buds App โดยราคาเปิดตัวที่ 149.99 usd หรือ 4,9xx บาท ส่วนในประเทศไทยประกาศราคา 3,990 บาท เริ่มจำหน่ายพร้อมกัน 27 สิงหาคม นี้
อัลบั้มภาพ 248 ภาพ