หยุด! ทำลายชาติด้วยการฝากเด็ก, แป๊ะเจี๊ยะ และห้องเรียนเกิน 45 คน

หยุด! ทำลายชาติด้วยการฝากเด็ก, แป๊ะเจี๊ยะ และห้องเรียนเกิน 45 คน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ประเทศไทยนั้นค่านิยมที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติเป็นอย่างมากอย่างหนึ่ง คือ ค่านิยมในเรื่องระบบอุปถัมภ์ ระบบอุปถัมภ์เป็นสิ่งที่แทรกซึมเข้าไปในทุกองค์กร ทุกสังคม ทำให้สังคมขาดโอกาสในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพราะคนในสังคมไม่ได้มุ่งในการพัฒนาตนเองแต่มุ่งที่จะใกล้ชิดผู้มีอำนาจเท่านั้น ทำให้ประเทศไทยไม่ก้าวหน้าอย่างที่ควรจะเป็น สิ่งที่น่าตกใจที่สุดก็คือระบบอุปถัมภ์นั้นเริ่มตั้งแต่วันแรกที่คนไทยเข้าสู่สังคมคือการเข้าโรงเรียน แล้วต่อยอดและฝังรากลึกลงไปชั่วชีวิตของคนคนนั้น ระบบอุปถัมภ์เติบโตและยึดกุมสังคมไทยจนคนส่วนใหญ่เห็นว่าค่านิยมเรื่องระบบอุปถัมภ์เป็นสิ่งที่ถูกต้องไปแล้ว ชมรมค่านิยมเพื่อสร้างชาติมีความเห็นว่าการฝากเด็กเข้าเรียนในโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนของรัฐนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเสียหายให้กับสังคมเป็นอย่างมากด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ก. โรงเรียนเป็นสมบัติสาธารณะ ฉะนั้นทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเข้าเรียน และใช้เกณฑ์การคัดเลือกเข้าที่บริสุทธิ์ยุติธรรมเหมือนกัน ข. โรงเรียนถือเป็นสถานที่สร้างปัญญาและคุณธรรมให้คน ฉะนั้นโรงเรียนควรเป็นสถานที่บริสุทธิ์โปร่งใส เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีของเด็กๆต่อไป ค. การรับฝากเด็กจะเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดให้กับนักเรียน และใช้ค่านิยมที่ผิดๆไปจนชั่วชีวิตเขา ง. การรับฝากเด็กจะเป็นการสร้างรอยแค้นและเป็นปมด้อยให้กับเด็กที่เสียสิทธิเพราะเด็กฝาก จ. การรับฝากเด็กจะเป็นการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ในสังคมไทย อันเป็นระบบที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก ฉ. การรับฝากเด็กจะนำไปสู่การคอรัปชั่นและความไม่โปร่งใสต่างๆนานา ช. การรับฝากเด็กเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และจะนำไปสู่การร้องต่อศาลปกครอง,ศาลอาญา,ศาลแพ่งและการร้องเรียนต่อผู้บริหารโรงเรียนในที่สุด ซ. การรับฝากเด็กจะเป็นการนำไปสู่การที่ไม่สามารถจำกัดจำนวนนักเรียนต่อห้องได้ ทำให้นักเรียนชั้นม.1 ในปีปัจจุบันในบางโรงเรียนมีมากถึงห้องละ 66 คน ซึ่งประเด็นนี้จะทำให้เกิดผลเสียโดยตรงกับเด็ก ทำให้ประสิทธิภาพการเรียนการสอนไม่ดีเท่าที่ควร อาจารย์ต้องเหน็ดเหนื่อย ความประพฤติของนักเรียนก็จะมีปัญหา กฏเกณฑ์เดิมที่ก่อให้เกิดปัญหาการฝากเด็ก แต่เดิมนั้นการฝากเด็กเข้าเรียนนั้นทำได้ง่าย และทำกันอย่างเปิดเผย เพราะกระทรวงศึกษาฯ ออกกฎให้โรงเรียนสามารถรับนักเรียนในโควต้าผู้มีอุปการคุณได้ร้อยละ 5 หมายความว่าใครมีเงินแล้วเอามาจ่ายโรงเรียนก็ฝากเด็กเข้าเรียนได้เลย ซึ่งโควต้าผู้มีอุปการคุณนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ 1. โดยหลักศาสนาและหลักคุณธรรมนั้นการบริจาคที่ถูกต้อง จะต้องเป็นการบริจาคที่ไม่หวังผลตอบแทน ฉะนั้นการที่คนบริจาคเงินให้โรงเรียนเพื่อหวังที่จะให้ลูกหลานของตนได้เข้าเรียนในโรงเรียนนั้นๆ ถือเป็นการกระทำที่ผิดหลักศาสนาและคุณธรรมของสังคม และการบริจาคเงินเพียงเพื่อหวังให้ลูกหลานได้เข้าเรียนในโรงเรียนนั้นก็เป็นการกระทำที่ไม่ต่างกับการซื้อตำแหน่งของราชการบางหน่วยงาน 2. การให้โควต้าร้อยละ 5 สำหรับผู้มีอุปการคุณนั้นเป็นจุดที่ก่อให้เกิดการฝากเด็กจำนวนมาก เพราะการที่ไม่มีเกณฑ์ที่ชัดเจนทำให้ผู้มีอำนาจทั้งหลายใช้ช่องทางนี้ในการกดดันผู้บริหารโรงเรียนให้รับเด็กฝากของตนเอง และเมื่อมีผู้ฝากจำนวนมากก็ทำให้ผู้บริหารโรงเรียนต้องรับนักเรียนต่อห้องเรียนมากกว่าที่ควรจะเป็น (บางโรงเรียนมีนักเรียนชั้น ม.1มากถึง 65 คนต่อห้องเรียน) ทำให้เป็นผลเสียต่อคุณภาพการเรียนการสอนของนักเรียนในห้องเรียนนั้นเป็นอย่างมากถือเป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่ที่มีบารมีทั้งหลายด้วยการโยนบาปไปให้เด็กๆ 3. การให้โควต้าร้อยละ 5 สำหรับผู้มีอุปการคุณนั้นถือเป็นคำสั่งที่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน, ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม และอาจจะโดนร้องต่อศาลปกครองได้ 4. การให้โควต้าแก่ผู้อุปการคุณจะทำให้ทรัพยากรที่ได้จากชุมชนมุ่งไปที่โรงเรียนดังๆเท่านั้น ทำให้การพัฒนาโรงเรียนในประเทศมีความเหลื่อมล้ำกันมากขึ้นเรื่อยๆ การแก้ไขปัญหาในปี 2550 จากความไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นและสร้างความเสียหายให้กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานนั้น ขณะนี้ท่าน ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ได้กรุณายกเลิกโควตาผู้มีอุปการคุณร้อยละ 5 และได้ออกระเบียบใหม่ในการรับนักเรียนชั้น ม.1 ประจำปี 2550 สำหรับโรงเรียนที่ได้รับความนิยมสูงทั่วประเทศดังนี้ 1. สำหรับโรงเรียนในเขตกทม. ให้จับฉลากนักเรียนในเขตพื้นที่ให้บริการร้อยละ 50 และให้สอบร้อยละ 50 2. สำหรับโรงเรียนในเขตต่างจังหวัด ให้จับฉลากนักเรียนในเขตพื้นที่ให้บริการร้อยละ 50 สอบนักเรียนในเขตพื้นที่ให้บริการร้อยละ 40 และสอบนักเรียนนอกเขตพื้นที่ให้บริการแต่อยู่ในจังหวัดนั้นร้อยละ 10 (ส่วนนี้หมายความว่า โรงเรียนจะจัดลำดับคะแนนนักเรียนทั้งหมดโดยไม่แยกพื้นที่อาศัยก่อนร้อยละ 40 ส่วนนักเรียนที่เหลือก็นำมาแยกเอาเฉพาะนักเรียนนอกเขตพื้นที่บริการ แต่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน แล้วเรียงคะแนนเพื่อเลือกอีกร้อยละ 10 แล้วสุดท้ายค่อยเอา นักเรียนในเขตพื้นที่บริการที่เหลือทั้งหมด มาจับฉลากร้อยละ 50) ส่วนโรงเรียนที่ต้องการจะรับนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษเช่น นักเรียนที่มีความเก่งการกีฬาหรือดนตรีเป็นต้นให้รับได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของนักเรียนทั้งหมด โดยให้ร้อยละ 5 นี้รวมอยู่ในโควต้าการสอบ(สัดส่วนนักเรียนจากการสอบจะลดลงเหลือร้อยละ 45) ทั้งหมดจะยกเว้นโรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษในการก่อตั้งจะมีระเบียบในการรับแตกต่างออกไป แต่ก็จะเป็นระเบียบที่ให้ความบริสุทธิ์ยุติธรรมแก่นักเรียนทุกคน การเฝ้าระวังและร่วมตรวจสอบของประชาชนเพื่อให้การรับนักเรียนเป็นไปด้วยความยุติธรรม แม้ว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจะได้กรุณาออกระเบียบให้การรับนักเรียนในปี 2550 นี้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมแล้วก็ตาม แต่จากการที่การฝากเด็กเป็นการกระทำที่ทำกันมาเป็นระยะเวลานาน ทำให้ผู้ปกครองบางส่วนและผู้มีอำนาจในพื้นที่บางคนที่ยังไม่ทราบข้อมูลยังพยายามที่จะฝากเด็กเหมือนเดิม ฉะนั้นเพื่อให้การรับนักเรียนเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปในการที่จะช่วยกันตรวจสอบ และทำการแจ้งเบาะแส หรือร้องเรียน หรือฟ้องร้องในกรณีที่พบการกระผิดทำดังต่อไปนี้ 1.เมื่อพบว่าโรงเรียนใดมีการรับฝากเด็ก 2.เมื่อพบว่าโรงเรียนใดมีการรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ 3.เมื่อพบว่าโรงเรียนใดมีการรับนักเรียนในสัดส่วนความสามารถพิเศษ แต่นักเรียนคนที่รับมาไม่มีความสามารถพิเศษตามที่อ้าง เช่นถ้ารับมาโดยอ้างว่าเป็นนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษคือเป็นนักว่ายน้ำ แต่เด็กคนนั้นกลับว่ายน้ำไม่เป็นหรือว่ายน้ำไม่เก่ง 4.เมื่อพบว่าโรงเรียนใดมีการรับนักเรียนในสัดส่วนผู้มีอุปการคุณอันยาวนาน ขอให้ตรวจสอบว่าผู้มีอุปการคุณนั้นได้อุปถัมภ์โรงเรียนมายาวนานจริงหรือไม่ หรือเป็นผู้บริจาคที่ดินสร้างโรงเรียนหรือเปล่า และแม้ว่าจะเป็นผู้บริจาคที่ยาวนานจริง นักเรียนที่รับเข้ามาจะต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวพันธ์กับผู้มีอุปการคุณนั้นๆ ไม่ใช่เป็นแค่คนที่ผู้อุปการคุณฝากมาเท่านั้น 5. เมื่อพบว่าโรงเรียนใดมีการรับนักเรียนรอบสอง แต่การรับนั้นไม่ได้รับจากนักเรียนที่ติดสำรองจากการสอบหรือการจับสลากในครั้งแรก 6.เมื่อพบว่าโรงเรียนใดมีการรับนักเรียนเกิน 45 คนต่อห้องเรียน โดยที่โรงเรียนในเขตพื้นที่เดียวกันมีนักเรียนไม่เกิน 45 คนต่อห้องเรียน เพราะการมีนักเรียนต่อห้องเรียนเกิน 45 คนจะทำให้การเรียนการสอนมีคุณภาพต่ำมาก 7.เมื่อพบว่าหลังจากการรับนักเรียนทั้งหมดแล้วสัดส่วนนักเรียนทั้งหมดไม่ตรงตามประกาศของกระทรวง คือจับสลากร้อยละ 50 และสอบร้อยละ 50 ถ้าท่านพบเห็นการฝากเด็ก การรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ หรือการรับเด็กเข้าเรียนโดยมิชอบ ขอให้ร้องเรียนมา ที่ Hot Line 0-850-911-999 หรือที่ http://www.buildingthailand.net
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล