เปิดวิธีนับเวลาแบบไทย "โมง ทุ่ม ตี ยาม" คืออะไร? คนรุ่นใหม่ต้องรู้

เปิดวิธีนับเวลาแบบไทย "โมง ทุ่ม ตี ยาม" คืออะไร? คนรุ่นใหม่ต้องรู้

เปิดวิธีนับเวลาแบบไทย "โมง ทุ่ม ตี ยาม" คืออะไร? คนรุ่นใหม่ต้องรู้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เคยสงสัยไหมเวลาเราดูละครย้อนยุค หรือคุยกับคุณปู่คุณย่า แล้วได้ยินคำว่า "สามยามแล้ว" "รอจนถึงทุ่มหนึ่ง" หรือ "นัดกันตอนสี่โมง" คำพวกนี้มีที่มาจากไหน? ทำไมเวลากลางวันถึงเรียก "โมง" กลางคืนเรียก "ทุ่ม" ดึก ๆ เรียก "ตี" แล้วคำว่า "ยาม" ของคนไทยโบราณเขานับกันอย่างไร

วันนี้เราจะพาทุกคนย้อนเวลาไปเจาะลึก วิธีนับเวลาแบบไทยโบราณ ฉบับเข้าใจง่าย อ่านจบแล้วหายงงแน่นอน

ที่มาของคำว่า "โมง-ทุ่ม-ตี-ยาม"

ในสมัยโบราณที่ยังไม่มีนาฬิกาข้อมือแบบดิจิทัล หรือสมาร์ตโฟนใช้แบบในยุค 2026 คนไทยเราอาศัย "เสียง" จากการตีเครื่องมือต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่ในวังหรือป้อมยาม เพื่อบอกให้ชาวบ้านรู้ว่าเป็นเวลาไหน

  • โมง: มาจากเสียงของ "ฆ้อง" (เสียงดัง โมง..โมง..) ใช้ตีบอกเวลาในช่วง กลางวัน
  • ทุ่ม: มาจากเสียงของ "กลอง" (เสียงดัง ทุ่ม..ทุ่ม..) ใช้ตีบอกเวลาในช่วง กลางคืน
  • ตี: มาจากกริยาการ "ตีแผ่นเหล็กหรือไม้" บอกสัญญาณในช่วง ดึกถึงรุ่งเช้า
  • ยาม: คือ "ช่วงเวลา" ที่เจ้าหน้าที่หรือยามทหารเปลี่ยนเวรกันเฝ้าเวรยามในตอนกลางคืน

วิธีนับเวลาโบราณ เทียบกับเวลาปัจจุบัน

เพื่อให้เข้าใจง่าย เรามาลองแบ่งช่วงเวลาการนับแบบไทยดั้งเดิมเทียบกับระบบนาฬิกาสากล (24 ชั่วโมง)

1. ช่วงเวลากลางวัน

เริ่มนับตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน โดยแบ่งเป็น 2 ช่วง

ช่วงเช้า (ย่ำรุ่ง - เที่ยง): เริ่มจาก 06:00 น. เรียกว่า "ย่ำรุ่ง" จากนั้นนับเป็น โมงเช้า (07:00 น.), สองโมงเช้า (08:00 น.) ไปจนถึง ห้าโมงเช้า (11:00 น.) และจบที่ "เที่ยงวัน" (12:00 น.)

ช่วงบ่าย (บ่าย - ย่ำค่ำ): หลังเที่ยงวันจะเริ่มที่ บ่ายโมง (13:00 น.), บ่ายสองโมง (14:00 น.), บ่ายสามโมง (15:00 น.) จากนั้นในอดีตจะเรียก สี่โมงเย็น (16:00 น.) ไปจนถึง ห้าโมงเย็น (17:00 น.) และสิ้นสุดกลางวันด้วยคำว่า "หกโมงเย็น" หรือ "ย่ำค่ำ" (18:00 น.)

2. ช่วงกลางคืน

เริ่มต้นหลังพระอาทิตย์ตกดิน ตั้งแต่ 19:00 น. เป็นต้นไป โดยนับวนไปจนถึงเที่ยงคืน

  • 1 ทุ่ม = 19:00 น.
  • 2 ทุ่ม = 20:00 น.
  • 3 ทุ่ม = 21:00 น.
  • 4 ทุ่ม = 22:00 น.
  • 5 ทุ่ม = 23:00 น.
  • เที่ยงคืน หรือ สองยาม = 24:00 น. (00:00 น.)

3. ช่วงดึกถึงรุ่งเช้า

หลังจากเที่ยงคืนไปแล้ว คนโบราณจะเปลี่ยนมาใช้คำว่า "ตี" เพื่อบอกเวลาจนกว่าจะเช้าวันใหม่:

  • ตี 1 = 01:00 น.
  • ตี 2 = 02:00 น.
  • ตี 3 = 03:00 น.
  • ตี 4 = 04:00 น.
  • ตี 5 = 05:00 น. (ก่อนจะเวียนกลับไปที่ย่ำรุ่งตอน 6 โมงเช้า)

"1 ยาม" ของไทย เท่ากับกี่ชั่วโมง

คำว่า "ยาม" เป็นคำที่คนรุ่นใหม่สับสนบ่อยที่สุด เพราะในระบบสากลมักจะแบ่งยามละ 3 ชั่วโมง (ตามแบบบาลี) แต่สำหรับ ระบบยามของไทยโบราณแท้ ๆ จะแบ่งเวลากลางคืนออกเป็น 4 ยาม เท่า ๆ กัน โดย 1 ยามไทย จะมีความยาวเท่ากับ 3 ชั่วโมง

  • ยาม 1: ตั้งแต่ 18:00 น. ถึง 21:00 น. (สามทุ่ม)
  • ยาม 2 (สองยาม): ตั้งแต่ 21:00 น. ถึง 24:00 น. (เที่ยงคืน) เป็นที่มาของคำว่า "ดึกสงัดปานสองยาม"
  • ยาม 3 (สามยาม): ตั้งแต่ 00:00 น. ถึง 03:00 น. (ตีสาม)
  • ยาม 4 (สี่ยาม): ตั้งแต่ 03:00 น. ถึง 06:00 น. (ย่ำรุ่ง)

สรุปแล้ว แม้ว่าในปัจจุบันเราจะใช้นาฬิกาดิจิทัลและบอกเวลาเป็นตัวเลขสากลแล้ว แต่คำว่า โมง-ทุ่ม-ตี ก็ยังคงสอดแทรกอยู่ในภาษาพูดประจำวันของพวกเราอย่างเหนียวแน่น การได้รู้ที่มาเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราดูละครย้อนยุคได้สนุกขึ้น หรือเข้าใจวรรณคดีไทยในห้องเรียนได้ลึกซึ้งขึ้น แต่ยังทำให้เราเห็นถึงภูมิปัญญาและการสื่อสารอันชาญฉลาดของบรรพบุรุษไทยอีกด้วย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล