พว. เปิดโมเดล “สร้างครูก่อนสร้างเด็ก” ใช้ GPAS 5 Steps ปั้นเด็กคิดเป็น-ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

พว. เปิดโมเดล “สร้างครูก่อนสร้างเด็ก” ใช้ GPAS 5 Steps ปั้นเด็กคิดเป็น-ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

พว. เปิดโมเดล “สร้างครูก่อนสร้างเด็ก” ใช้ GPAS 5 Steps ปั้นเด็กคิดเป็น-ใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ในยุคที่ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีเรียน วิธีทำงาน และวิธีเข้าถึงข้อมูลของเด็กยุคใหม่ คำถามสำคัญของการศึกษาไทยอาจไม่ใช่แค่ว่า “เด็กต้องเรียนอะไร” แต่คือ “ครูจะออกแบบห้องเรียนอย่างไรให้เด็กคิดเป็น”

ล่าสุด จังหวัดกาญจนบุรีกำลังกลายเป็นพื้นที่นำร่องของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ หรือ พว. ร่วมกับ สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ ส.บ.ม.ท. และเครือข่ายสถานศึกษาในจังหวัดกาญจนบุรี เปิดโครงการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ภายใต้แนวคิด Competency-Based Learning

โครงการนี้ใช้กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ควบคู่กับการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง รวมถึงการประยุกต์ใช้ AI เพื่อยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยมีครูจาก 3 โรงเรียนในจังหวัดกาญจนบุรี รวม 110 คน เข้าร่วมเป็นรุ่นนำร่อง

s__75055179_0 

3 โรงเรียนนำร่องในกาญจนบุรี มีที่ไหนบ้าง?

โครงการนำร่องครั้งนี้มีครูจาก 3 สถานศึกษาเข้าร่วม ได้แก่

  • โรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม
  • โรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฎร์บำรุง
  • โรงเรียนอนุบาลวัดไชยชุมพลชนะสงคราม

การเลือกพื้นที่นำร่องที่กาญจนบุรีไม่ได้เป็นเพียงการจัดอบรมครูทั่วไป แต่เป็นการทดลองวางโมเดลห้องเรียนใหม่ ที่เริ่มต้นจากการพัฒนาครูให้พร้อม ก่อนขยายผลไปสู่ผู้เรียนและโรงเรียนอื่นในระยะต่อไป

แก่นสำคัญของการอบรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสอนให้ครูใช้ AI หรือเรียนรู้เครื่องมือดิจิทัลใหม่ ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทของครูจาก “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ไปสู่ “ผู้ออกแบบการเรียนรู้”

นั่นหมายความว่า ครูไม่ได้ทำหน้าที่บอกคำตอบให้เด็กจำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบห้องเรียนให้ผู้เรียนได้ตั้งคำถาม คิด วิเคราะห์ ทดลอง ลงมือทำ แลกเปลี่ยน และสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ หรือ พว. ระบุว่า การปฏิรูปการศึกษาจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเริ่มต้นที่เด็กเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเริ่มจากการพัฒนาครู เพราะครูคือผู้สร้างห้องเรียน และห้องเรียนคือพื้นที่ที่จะสร้างอนาคตของประเทศ “ถ้าครูยังสอนเพื่อสอบ เด็กก็จะจำเพื่อสอบ แต่ถ้าครูออกแบบให้เด็กได้คิด เด็กก็จะเกิดการเรียนรู้ที่ติดตัวไปตลอดชีวิต”

สำหรับ GPAS 5 Steps คือกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการคิดอย่างเป็นระบบ ผ่านลำดับขั้นตอนที่ช่วยให้ผู้เรียนไม่ได้แค่รับข้อมูล แต่สามารถเชื่อมโยง วิเคราะห์ สังเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ และสร้างความรู้ใหม่ได้ด้วยตัวเอง

ในภาพรวม GPAS 5 Steps ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยให้ครูออกแบบกิจกรรมแบบ Active Learning โดยใช้คำถามเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นความคิดของนักเรียน แทนการเรียนแบบฟังบรรยายหรือท่องจำเพื่อสอบ

เป้าหมายของกระบวนการนี้คือการสร้างผู้เรียนที่มีทักษะคิดวิเคราะห์ คิดเชื่อมโยง มีเหตุผล มีคุณธรรม และสามารถนำความรู้ไปใช้จริง ไม่ใช่เพียงตอบข้อสอบให้ถูกเท่านั้น

 s__75055180_0

ดร.ศักดิ์สิน ระบุว่า ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยลงทุนกับการติวและการสอบจำนวนมาก แต่ผลการประเมินระดับประเทศและระดับนานาชาติอย่าง O-NET และ PISA ยังไม่สามารถยกระดับได้ตามที่คาดหวัง

ปัญหาสำคัญคือผู้เรียนจำนวนมากยังเรียนเพื่อจำคำตอบ มากกว่าจะเข้าใจกระบวนการคิด เมื่อเจอสถานการณ์ใหม่ โจทย์ใหม่ หรือปัญหาที่ไม่มีคำตอบตายตัว เด็กจึงอาจไม่สามารถวิเคราะห์และหาทางออกด้วยตัวเองได้ดีพอ

ดังนั้น การเรียนรู้ยุคใหม่จึงต้องเปลี่ยนจาก “จำให้ได้” ไปสู่ “คิดให้เป็น” เพราะโลกจริงไม่ได้มีเฉลยอยู่ท้ายเล่มเสมอไป

 s__75055156_0

อีกประเด็นสำคัญของโครงการนี้คือการใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน เพราะในปัจจุบันนักเรียนสามารถใช้ AI ช่วยค้นข้อมูล สรุปเนื้อหา แปลภาษา เขียนงาน หรือสร้างไอเดียได้อย่างรวดเร็ว

แต่ พว. มองว่า AI ไม่ควรถูกใช้เพื่อแทนกระบวนการเรียนรู้ของเด็กทั้งหมด เพราะหากเด็กใช้ AI โดยไม่มีทักษะคิดวิเคราะห์ ก็อาจกลายเป็นการพึ่งพาคำตอบจากเครื่องมือมากเกินไป โดยไม่เข้าใจที่มา เหตุผล หรือความถูกต้องของข้อมูล “ถ้าเราไม่สร้างกระบวนการคิดขั้นสูงให้เด็ก เด็กจะรับมือกับกระแสข้อมูลมหาศาลของโลกไม่ได้ แต่ถ้าเด็กคิดเป็น เขาจะสามารถเลือก วิเคราะห์ และใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ได้”

แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่การห้ามเด็กใช้ AI แต่คือการทำให้เด็กมีทักษะมากพอที่จะตั้งคำถาม ตรวจสอบ วิเคราะห์ และใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่ใช้เป็นทางลัดแทนการคิด

การอบรมครั้งนี้เน้นให้ครูออกแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning ซึ่งเป็นแนวทางที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากขึ้น ผ่านการลงมือปฏิบัติ การทำงานกลุ่ม การแก้ปัญหา การอภิปราย และการสร้างชิ้นงาน

เมื่อครูเปลี่ยนจากการบรรยายหน้าชั้นเรียนเป็นหลัก มาเป็นการออกแบบกิจกรรมและตั้งคำถาม ผู้เรียนก็จะมีโอกาสคิด วิเคราะห์ และทดลองด้วยตัวเองมากขึ้น ซึ่งช่วยให้การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างลึกซึ้งกว่าเดิม

นายนรากร สุขวิสิฎฐ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนหนองตากยาตั้งวิริยะราษฎร์บำรุง กล่าวว่า การพัฒนาครูพร้อมกันทั้งโรงเรียนเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้การจัดการเรียนการสอนเดินไปในทิศทางเดียวกัน ลดการบรรยายหน้าชั้นเรียน และเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนคิด วิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติจริง

วัดผลตามสภาพจริง ไม่ใช่ดูแค่คะแนนสอบ

อีกส่วนที่โครงการให้ความสำคัญคือการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง หรือการประเมินจากกระบวนการเรียนรู้และผลงานที่ผู้เรียนสร้างขึ้น ไม่ใช่ดูเพียงคะแนนสอบปลายภาคหรือคำตอบถูกผิดเท่านั้น

แนวทางนี้ช่วยให้ครูเห็นพัฒนาการของผู้เรียนได้ละเอียดขึ้น เช่น เด็กตั้งคำถามได้หรือไม่ วิเคราะห์ข้อมูลเป็นไหม ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างไร อธิบายเหตุผลได้หรือไม่ และสามารถนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริงได้แค่ไหน

ส.บ.ม.ท. ตั้งเป้าขยายผลสู่โรงเรียนมัธยมกว่า 2,000 แห่ง

ดร.ณรินทร์ ชำนาญดู นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ ส.บ.ม.ท. กล่าวว่า ความคาดหวังของโครงการนี้คือการยกระดับคุณภาพครูให้ส่งผลโดยตรงถึงผู้เรียน เพราะเมื่อครูมีศักยภาพ เด็กก็จะได้รับการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการคิด การลงมือปฏิบัติ และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

หลังจากนำร่องในจังหวัดกาญจนบุรี โครงการมีเป้าหมายขยายผลไปสู่โรงเรียนมัธยมศึกษากว่า 2,000 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้การพัฒนาครูและห้องเรียนยุคใหม่เกิดขึ้นในวงกว้างมากขึ้น “เมื่อครูเก่ง เด็กก็จะเก่งตาม ครูคือผู้เติมส่วนที่ขาด และวาดอนาคตของผู้เรียน”

s__75055165

นายพจนรินทร์ เหลืองอรัญนภา ผู้อำนวยการโรงเรียนด่านมะขามเตี้ยวิทยาคม กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ช่วยเติมเต็มองค์ความรู้ให้ครูสามารถนำ Active Learning และ GPAS 5 Steps ไปต่อยอดกับวิธีการสอนเดิม ให้เหมาะกับแต่ละรายวิชาและบริบทของโรงเรียน

เป้าหมายคือการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิด วิเคราะห์ แลกเปลี่ยน และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง พร้อมประยุกต์ใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล

โครงการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่จังหวัดกาญจนบุรี ภายใต้ความร่วมมือของ พว., ส.บ.ม.ท. และเครือข่ายสถานศึกษา ถือเป็นก้าวสำคัญของการปรับห้องเรียนไทยให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ หัวใจของโครงการคือการเริ่มต้นจาก “ครู” ก่อน เพราะเมื่อครูสามารถออกแบบการเรียนรู้ได้ดี นักเรียนก็จะมีโอกาสพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ สร้างนวัตกรรม และใช้ AI อย่างรู้เท่าทัน

นี่จึงไม่ใช่แค่การอบรมครู แต่เป็นการวางรากฐานใหม่ของห้องเรียนไทย ที่ต้องการสร้างผู้เรียนให้คิดเป็น เรียนรู้เป็น และพร้อมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนเร็วกว่าเดิม

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล