ไขข้อสงสัย ถ้ายุงดูดเลือดคนเป็นโรค แล้วมาดูดเลือดเรา เราจะติดโรคมั้ย

ไขข้อสงสัย ถ้ายุงดูดเลือดคนเป็นโรค แล้วมาดูดเลือดเรา เราจะติดโรคมั้ย

ไขข้อสงสัย ถ้ายุงดูดเลือดคนเป็นโรค แล้วมาดูดเลือดเรา เราจะติดโรคมั้ย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ยุงกัดแล้วจะติดโรคไหม? คำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัย โดยเฉพาะเวลาที่ได้ยินว่ายุงเพิ่งไปกัดคนที่ป่วยมา แล้วมาดูดเลือดเราต่อทันที หลายคนก็เริ่มไม่สบายใจ กลัวว่าจะติดโรคจากคนอื่นโดยไม่รู้ตัว จริงหรือไม่ที่ยุงสามารถส่งต่อโรคได้ทันที? วันนี้เรามีคำตอบที่คุณอาจคาดไม่ถึง รู้ไว้ก่อนจะกลัวเกินเหตุ

วันนี้เราก็ได้ไปหาข้อมูลมาไขข้อสงสัยเพื่อนๆ กันว่า ถ้ายุงไปดูดเลือดคนที่เป็นโรคมา แล้วมาดูดเลือดเราต่อ เราจะสามารถติดโรคจากคนอื่นได้หรือไม่

โรคจากยุงยุงกัดแล้วจะติดโรคไหม?

ไขข้อสงสัย ถ้ายุงดูดเลือดคนเป็นโรค แล้วมาดูดเลือดเรา เราจะติดโรคมั้ย

ยุง สามารถเป็นพาหะนำโรคจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ แต่การติดเชื้อจะขึ้นอยู่กับชนิดของโรคที่ยุงเป็นพาหะนำมา ยุงไม่ได้เป็นสื่อนำพาโรคทุกโรค

  • โรคไข้เลือดออก (Dengue): ยุงลาย (Aedes) เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก ยุงจะติดเชื้อไวรัสจากการกัดคนที่ติดเชื้อและสามารถแพร่เชื้อไปยังคนอื่น ๆ ที่ยุงไปกัด
  • โรคมาลาเรีย (Malaria): ยุงก้นปล่อง (Anopheles) เป็นพาหะนำเชื้อปรสิตพลาสโมเดียม (Plasmodium) ที่เป็นสาเหตุของโรคมาลาเรีย ยุงจะติดเชื้อปรสิตจากการกัดคนที่ติดเชื้อและสามารถแพร่เชื้อไปยังคนอื่น ๆ ที่ยุงไปกัด
  • โรคไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya): ยุงลาย (Aedes) ยังสามารถเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาได้ ยุงจะติดเชื้อไวรัสจากการกัดคนที่ติดเชื้อและแพร่เชื้อไปยังคนอื่น ๆ ที่ยุงไปกัด
  • โรคซิกา (Zika): ยุงลาย (Aedes) เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสซิกา ยุงจะติดเชื้อไวรัสจากการกัดคนที่ติดเชื้อและแพร่เชื้อไปยังคนอื่น ๆ ที่ยุงไปกัด

ดังนั้น ถ้ายุงกัดคนที่เป็นโรคแล้วมากัดคุณต่อ คุณมีโอกาสติดเชื้อโรคได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคที่ยุงเป็นพาหะนำมา

ถ้ายุงกัดคนที่เป็น HIV มาแล้วจะทำให้เราติดเชื้อ HIV ไหม?

ยุงกัดทำไม่ทำให้ติดเชื้อเอชไอวี เพราะยุงไม่ใช่พาหะในการนำเชื้อเอชไอวีมาสู่คน เมื่อยุงดูดเลือดของคนที่มีเชื้อเอชไอวีเข้าไปในตัวมันแล้ว สภาพแวดล้อมในตัวมันไม่เหมาะแก่การแพร่ขยายหรือเพิ่มจำนวนของเชื้อเอชไอวีได้ รวมทั้ง ขณะที่ยุงเอาปากตัวเองออกจากผิวหนังของผู้ติดเชื้อเอชไอวี หลังจากดูดเลือดอิ่มแล้ว เลือดที่ติดอยู่ที่ปากของยุงจะถูกผิวหนังปาดออกไปจนไม่มีไวรัสหลงเหลืออยู่ หรือหากเหลืออยู่ก็ไม่มีปริมาณเพียงพอที่จะก่อให้เกิดโรคได้

วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงจากยุงกัด

แม้จะเลี่ยงการเจอกับยุงได้ยากโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและป้องกันตัวเองจากโรคที่มียุงเป็นพาหะได้ด้วยวิธีเหล่านี้

  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์: เทน้ำขังในภาชนะรอบบ้าน เช่น ถาดรองกระถาง แจกัน หรือยางรถยนต์เก่า เพื่อไม่ให้ยุงวางไข่
  • ติดตั้งมุ้งลวด: ที่หน้าต่างและประตู เพื่อป้องกันยุงบินเข้าบ้าน
  • ทายากันยุงเป็นประจำ: โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่โล่ง หรือมีพุ่มไม้
  • สวมเสื้อผ้ามิดชิด: เลือกใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว โดยเฉพาะช่วงเวลา เช้ามืด และ พลบค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ยุงชุกชุมมากที่สุด
  • นอนในมุ้ง: โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ หรือมีเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

การดูแลสิ่งแวดล้อมและป้องกันตนเองอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อจากยุงลาย เช่น ไข้เลือดออก ชิคุนกุนยา หรือไข้ซิกา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วงจรชีวิตของยุงตัวเมีย

ยุงที่ดูดเลือดมนุษย์ คือ “ยุงตัวเมีย” เท่านั้น เพราะต้องใช้โปรตีนในเลือดไปสร้างไข่! แม้จะตัวเล็ก แต่เบื้องหลังการแพร่พันธุ์ของมันไม่ธรรมดาเลย

  • อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 6–7 วัน
  • เมื่อดูดเลือดอิ่ม มันจะไปซ่อนตัวในที่มืด เช่น พุ่มไม้ มุมบ้าน หรือท่อระบายน้ำ
  • จากนั้นจะ วางไข่มากกว่า 100 ฟองต่อครั้ง
  • และสามารถกลับมาดูดเลือดเพื่อวางไข่รอบใหม่ได้อีก นานถึง 1 เดือน

อ่านเพิ่มเติม

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล