เหตุผลที่ยังวางใจ COVID-19 ไม่ได้ แม้ผ่อนปรน 4 ระยะ

เหตุผลที่ยังวางใจ COVID-19 ไม่ได้ แม้ผ่อนปรน 4 ระยะ
Tonkit360

สนับสนุนเนื้อหา

ถือเป็นข่าวที่น่ายินดีสำหรับประเทศไทย เมื่อรายงานล่าสุดจากศบค.ไม่พบตัวเลขผู้ติดเชื้อ COVID-19 ภายในประเทศ ต่อเนื่องเป็นวันที่ 14 หรือ 2 สัปดาห์แล้ว โดยมีเพียงตัวเลขผู้ติดเชื้อจากคนไทยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศเท่านั้น และทั้งหมดล้วนอยู่ใน State Quarantine หรือสถานที่กักกันโรคของรัฐฯ จึงทำให้เบาใจได้ในระดับหนึ่งว่าจะไม่มีใครหลุดออกมาเป็น Spreader เพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ และภาครัฐเตรียมประกาศมาตรการผ่อนปรน ระยะ 4 ตามออกมาในช่วงปลายสัปดาห์นี้ แต่ก็น่าเป็นห่วงไม่น้อยกับการชะล่าใจของคนไทยบางกลุ่มที่ละเลยการดูแลป้องกันตัวเอง ทั้งการสวมใส่หน้ากากผ้า รักษาระยะห่างระหว่างกัน รวมถึงหลีกเลี่ยงการรวมตัวกันในที่สาธารณะ ซึ่งทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อ COVID-19 ได้ เพราะในสถานที่ต่าง ๆ นั้น เราไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่ามีผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการปะปนอยู่ด้วยหรือไม่

รวมตัวหมู่มากหลังผ่อนปรนระยะ 3

การรวมตัวกันในสถานที่ใดก็ตามที่มีคนหมู่มากจึงยังไม่สามารถวางใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นกรณีล่าสุดที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ ซีเนเพล็กซ์ สาขาสยาม พารากอน จัดกิจกรรมแฟนมีตติ้งคู่จิ้น 2 นักแสดงซีรีส์วาย “หยิ่น” อานันท์ ว่อง และ “วอร์” วนรันต์ รัศมีรัตน์ ซึ่งมีแฟนคลับมารวมตัวกันจำนวนมาก เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.ที่ผ่านมา

โดยผู้จัดไม่สามารถจัดระเบียบเรื่องการเว้นระยะห่างให้กับแฟนคลับได้หลังเสร็จสิ้นกิจกรรม จึงปรากฏให้เห็นภาพหมู่ที่ถ่ายรูปกันอย่างใกล้ชิดจนกลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอาจจะเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อได้ไม่ต่างจากสนามมวยลุมพินี

เช่นเดียวกับชายหาดบางแสน จ.ชลบุรี ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาพักผ่อนจนล้นหาดนับตั้งแต่กลับมาเปิดให้ใช้บริการได้ และอนุญาตให้ผู้ประกอบการกลับมาจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มได้ตามปกติ จนเกิดปัญหาการจราจรติดขัด ต้องปิดการจราจรชั่วคราว ซึ่งสถานที่พักผ่อนแห่งนี้สามารถรองรับผู้คนได้ราว 9,000 คน ตลอดแนวหาด 6 ก.ม.แต่ในความเป็นจริงกลับมีนักท่องเที่ยวมากถึง 14,000 คน และเป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งสองกรณีเกิดขึ้นหลังจากมีมาตรการผ่อนปรนระยะ 3 จากทางรัฐบาลได้เพียงไม่ถึง 1 สัปดาห์

เหตุผลที่ยังวางใจ COVID-19 ไม่ได้

หากเรายังมองข้ามเรื่องความปลอดภัยส่วนบุคคล เริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และมีกิจกรรมนอกบ้านเพิ่มขึ้น ก็น่าหวั่นใจอยู่พอสมควรว่า COVID-19 จะกลับมาระบาดในประเทศอีกหรือไม่ เพราะมีกรณีตัวอย่างให้เห็นในหลาย ๆ ประเทศทั้งเอเชีย และยุโรป ที่ต่างเผชิญกับสถานการณ์ที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์

และนี่คือเหตุผลที่เรายังวางใจไม่ได้กับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ หากไม่อยากให้ COVID-19 กลับมาอีกระลอก

  • COVID-19 ยังไม่มีมีวัคซีนรักษา โดยอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก และจำเป็นต้องทดสอบกับผู้คนหลายหมื่นคน ก่อนจะได้รับการอนุมัติให้ผลิตออกจำหน่ายได้
  • ติดต่อง่ายผ่านสารคัดหลั่งผู้ติดเชื้อ อาทิ น้ำมูก น้ำลาย หากเผลอนำมือที่สัมผัสสารคัดหลั่งมาสัมผัสเยื่อบุตา จมูก หรือปาก ก็จะทำให้ติดเชื้อได้โดยง่าย
  • COVID-19 แพร่กระจายรวดเร็ว โดยผลการศึกษาล่าสุดจากทีมวิจัยในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติลอส อลามอส ในรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา พบว่าแพร่กระจายเชื้อได้เร็วกว่าที่คาดไว้ถึง 2 เท่า โดยผู้ติดเชื้อ 1 คน สามารถแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่นได้ถึง 5.7 คน
  • บางคนติดเชื้อแล้วไม่แสดงอาการ หากไม่ได้รับตรวจเชิงรุกจะไม่ทราบว่าติดเชื้อ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อได้โดยไม่รู้ตัวจากบุคคลเหล่านี้

ดังนั้น หากไม่อยากให้บ้านเราต้องเผชิญกับการระบาดระลอกใหม่เหมือนชาติอื่น ๆ ก็จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจกันจากทุกคนเป็นสำคัญ

นอกจากป้องกันตนเองด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ กินร้อน-ช้อนส่วนตัว และหลีกเลี่ยงการรวมตัวกันในที่ชุมชนแล้ว ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม หลีกเลี่ยงการนำตัวเองไปอยู่ในที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อ เพื่อให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศไทยยังคงอยู่ที่ 0 ตลอดไป!