เรื่องน่ารู้จาก The Kiss รูปไม่โป๊ที่โดนหาว่าอนาจาร

ถ้าถามว่างานศิลปะไหนที่เราควรจะรู้จักเอาไว้แบบผิว ๆ เผิน ๆ ก็ยังดี The Kiss คงเป็นอีกรูปที่อยู่ในคำตอบ เพราะบางทีไม่ได้อยู่ในวงการศิลปะแต่ก็ยังถูกพูดถึง แถมยังถูกนำไปขึ้นเป็นปกหนังสือ ‘1001 ภาพเขียนที่ต้องเห็นก่อนตาย’ อีกต่างหาก

The Kiss (1907-1908) เป็นหนึ่งในผลงานช่วงยุคทองของ Gustav Klimt (กุสตาฟ คลิมท์) ศิลปินชาวออสเตรีย เขาได้รับอิทธิพลจากศิลปะโมเสกสไตล์ไบเซนไทน์แบบเต็ม ๆ จนทำให้งานช่วงยุคทองชิ้นอื่น ๆ ก็เป็นสไตล์นี้เหมือนกัน คล้ายกระเบื้องสีทองประดับบนงาน แต่บางคนก็เรียกศิลปะแบบนี้ว่า Art Nouveau (อาร์ตนูโว) เป็นศิลปะคล้าย ๆ ลวดลายประดับที่ใช้ลายธรรมชาติ ต้นไม้ เถาวัลย์ ดอกไม้เข้ามาใส่ในผลงานด้วย
ศิลปะโมเสกคือการเอากระเบื้องหรือแก้วชิ้นเล็ก ๆ มาประดับให้เป็นรูป ส่วนไบเซนไทน์คือศิลปะยุคหนึ่งที่สร้างเพื่อศาสนา ส่วนใหญ่แล้วจะวาดจากพระคัมภีร์ เน้นใช้สีทองในงานจิตรกรรม
แต่เรามีเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับงาน The Kiss งานศิลปะระดับโลกชิ้นนี้ที่รู้ไว้ใช่ว่า
The Kiss ถูกหาว่าอนาจารทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่รูปเปลือย…?
สังคมยุค 1900s ยกให้ The Kiss เป็นงานที่ค่อนไปทางลามกอนาจาร ทั้ง ๆ ที่เป็นรูปวาดที่ไม่มีความโป๊เปลือยเลยซักนิด ทั้งผู้หญิงและผู้ชายในรูปมีผ้าคลุมมิดชิด แต่ด้วยท่วงท่าการจูบที่ดูอ่อนย้วยกลับถูกวิจารณ์ไปว่าเป็นรูปที่ปลุกอารมณ์ทางเพศ อาจจะเป็นเพราะผลงานก่อนหน้านี้ที่มักจะวาดคนเปลือยพร้อมตกแต่งด้วยสีทอง เลยทำให้ภาพลักษณ์ของคลิมท์กลายเป็นคนวาดรูปโป๊เปลือยไปซะแล้ว
ได้รับอิทธิพลจากไบเซนไทน์ที่ทำขึ้นเพื่อศาสนา จึงถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ
คลิมท์วาด The Kiss ให้มีสีทอง ได้รับอิทธิพลจากไบเซนไทน์ที่เป็นศิลปะยุคที่สร้างขึ้นเพื่อรับใช้ศาสนา เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวกับพระคัมภีร์ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องแปลกใจว่าจะมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับ The Kiss ของคลิมท์ว่าไปลบหลู่ศาสนา เพราะนำสไตล์ที่วาดเพื่อศาสนามาวาดูปที่ดูอีโรติกแถมสื่อไปในทางเพศอีกต่างหาก (แถมผลงานอื่น ๆ ของคลิมท์จะเรียกว่ารูปเปลือยเลยก็ได้)

เป็นผลงานที่ถูกซื้อก่อนจะวาดเสร็จซะอีก
ถึงแม้จะยังวาดไม่เสร็จ ก็สามารถขายงานนี้ในราคาที่มากกว่าปกติถึงประมาณ 5 เท่า (เพราะราคาขายงานศิลปะที่เวียนนาสมัยนั้นไม่ได้สูงมากนัก) ประมาณ 240,000 เหรียญสหรัฐในปัจจุบัน หรือประมาณ 7,500,000 ล้านบาท
มันไม่ใช่ภาพเหมือนของตัวเอง!
The Kiss เป็นภาพที่ถูกนักประวัติศาสตร์ศิลปะวิเคราะห์กันว่าเป็นภาพ Self-Portrait ของคลิมท์กับแฟชั่นดีไซน์เนอร์ชื่อ Emilie Flöge ที่เขาเคยวาด ทั้ง ๆ ที่คลิมท์บอกอยู่ตลอดเวลาว่าไม่เคยวาดรูปใบหน้าของตัวเอง เพราะไม่ได้สนใจจะวาดตัวเองเท่ากับวาดรูปคนอื่น แต่ก็นั่นแหละนะ งานศิลปะคือสิ่งที่ผู้ชมสามารถตีความไปต่าง ๆ นานา ได้อยู่แล้ว

The Kiss เคยถูกนำมาทำเป็นเหรียญกษาปณ์
ถึงแม้ยุคหนึ่ง The Kiss จะโดนวิจารณ์ต่าง ๆ นานา ว่าลามกบ้างล่ะ เป็นรูปโป๊บ้างล่ะ แต่เมื่อปี 2003 ออสเตรียได้นำรูป The Kiss และรูปคลิมท์ไปทำเป็นเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกในชุด ‘Klimt and His Woman’
The Kiss มักจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมได้
เพราะมีขนาดถึง 180 x 180 เซนติเมตร ตั้งอยู่ที่หอศิลป์เบ็ลเวเดเรอแห่งออสเตรีย กรุงเวียนนา บางคนถึงกับนำไปเทียบกับภาพโมนาลิซาว่า The Kiss สามารถสร้างความว้าวและอิมแพคคนดูได้มากกว่า เพราะมีขนาดใหญ่มาก ไม่เหมือนกับโมนาลิซาที่เป็นเพียงกรอบเล็ก ๆ เท่านั้น (ข้อนี้ก็แล้วแต่บุคคลแหละเนอะ)
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



