นิสัยเสียตอนขับรถที่ควรเลิกทำ ก่อนเกิดอุบัติเหตุแบบไม่ทันตั้งตัว

การขับรถให้ปลอดภัยไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝีมือหรือความชำนาญเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับ “พฤติกรรมเล็ก ๆ” ระหว่างขับรถที่หลายคนอาจทำจนเคยชิน โดยไม่รู้ว่าสิ่งเหล่านี้สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุได้มากกว่าที่คิด
บางพฤติกรรมดูเหมือนไม่อันตราย เช่น กินอาหารในรถ คุยกับเพื่อนเพลิน ๆ หรือเปิดเพลงดัง แต่เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินบนถนน เพียงเสี้ยววินาทีที่เสียสมาธิก็อาจทำให้เบรกไม่ทัน หักหลบไม่พ้น หรือควบคุมรถผิดจังหวะได้
Sanook Auto จะมาสรุปกับ 10 พฤติกรรมที่ไม่ควรทำระหว่างขับขี่รถยนต์
10 พฤติกรรมไม่ควรทำระวห่างขับรถ

1. ไม่มองกระจกหลัง หรือ กระจกข้างให้บ่อยพอ
หลายคนเวลาขับรถมักจดจ่ออยู่กับถนนด้านหน้าเป็นหลัก จนลืมว่าการมองกระจกหลังและกระจกข้างเป็นสิ่งจำเป็นมาก โดยเฉพาะก่อนเปลี่ยนเลน ชะลอรถ เลี้ยวเข้าซอย หรือเตรียมเบรก การไม่เช็กกระจกอาจทำให้ไม่รู้ว่ามีรถตามหลังมาเร็ว มีมอเตอร์ไซค์อยู่ในจุดบอด หรือมีรถกำลังจะแซงขึ้นมา ส่งผลให้การเปลี่ยนเลนหรือชะลอรถกลายเป็นจังหวะอันตรายได้ทันที
ทางที่ดีควรมองกระจกเป็นระยะ ไม่ใช่เฉพาะตอนจะเปลี่ยนเลนเท่านั้น เพื่อให้รู้สภาพการจราจรรอบตัวอยู่เสมอ
2. แต่งหน้า หวีผม หรือจัดของส่วนตัวขณะรถยังเคลื่อนที่
พฤติกรรมแต่งหน้าหรือจัดทรงผมขณะขับรถอาจพบได้บ่อยในช่วงเช้า โดยเฉพาะตอนรถติด แต่ต้องไม่ลืมว่าถึงรถจะเคลื่อนตัวช้า ก็ยังต้องใช้สมาธิในการมองรถคันหน้า คนข้ามถนน มอเตอร์ไซค์ และสิ่งรอบตัว
การก้มมองกระจกแต่งหน้าเพียงไม่กี่วินาที อาจทำให้ไม่เห็นรถคันหน้าหยุดกะทันหัน หรือเผลอปล่อยรถไหลไปชนท้ายคันหน้าได้
ถ้าจำเป็นต้องแต่งหน้า หวีผม หรือจัดของส่วนตัว ควรทำก่อนออกเดินทาง หรือจอดรถในที่ปลอดภัยให้เรียบร้อยก่อนเสมอ
3. กินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มระหว่างขับรถ
การกินอาหารระหว่างขับรถเป็นอีกพฤติกรรมที่หลายคนมองว่าไม่เป็นไร โดยเฉพาะเวลารถติดหรือรีบไปทำงาน แต่จริง ๆ แล้วการกินขณะขับรถทำให้สมาธิถูกแบ่งออกไปหลายส่วน ทั้งการจับอาหาร การเปิดฝาแก้ว การหยิบทิชชู หรือการปัดเศษอาหารที่หกในรถ
สิ่งที่อันตรายที่สุดคือจังหวะที่ของหล่น น้ำหก หรืออาหารร่วง ผู้ขับมักเผลอก้มมองหรือเอื้อมมือไปเก็บทันที ซึ่งเป็นช่วงที่สายตาหลุดจากถนนโดยตรง
หากหิวจริง ๆ ควรจอดพักในจุดปลอดภัยแล้วค่อยกินให้เรียบร้อยก่อนเดินทางต่อ จะปลอดภัยกว่าการพยายามกินไปขับไป
4. คุยสนุกกับเพื่อนในรถจนเสียสมาธิ
การมีเพื่อนร่วมทางช่วยให้การขับรถไม่น่าเบื่อ และบางครั้งยังช่วยให้คนขับไม่ง่วง แต่ถ้าคุยกันสนุกเกินไป หัวเราะเสียงดัง หันไปมองคนพูด หรือมีการหยอกล้อกันระหว่างทาง ก็อาจทำให้คนขับเสียสมาธิได้
โดยเฉพาะเวลาขับในเมือง ทางแยก ทางขึ้น-ลงทางด่วน หรือถนนที่มีรถหนาแน่น คนขับจำเป็นต้องโฟกัสกับถนนมากกว่าบทสนทนา
ผู้โดยสารเองก็ควรช่วยคนขับด้วยการไม่ชวนคุยในจังหวะที่ต้องใช้สมาธิสูง เช่น ตอนเปลี่ยนเลน ขับฝ่าฝน ขึ้นเขา ลงเขา หรือเจอสภาพจราจรซับซ้อน
5. จับพวงมาลัยมือเดียวจนเคยชิน
การจับพวงมาลัยมือเดียวอาจดูสบาย โดยเฉพาะเวลาขับทางตรงหรือรถไม่เยอะ แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น มีรถตัดหน้า หลุมบนถนน สัตว์วิ่งตัดหน้า หรือรถคันหน้าเบรกกะทันหัน การควบคุมรถด้วยมือเดียวอาจไม่มั่นคงพอ
การจับพวงมาลัยสองมือช่วยให้ควบคุมทิศทางรถได้แม่นยำกว่า และตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อใช้ความเร็วสูง ขับทางไกล หรือขับบนถนนเปียกลื่น
ตำแหน่งที่แนะนำคือจับพวงมาลัยประมาณตำแหน่ง 9 นาฬิกา และ 3 นาฬิกา เพื่อให้ควบคุมรถได้ดีและลดความเสี่ยงเมื่อถุงลมนิรภัยทำงาน
6. ขับช้าแช่ขวาโดยไม่รู้ตัว
เลนขวามักเป็นช่องทางสำหรับแซงหรือใช้เมื่อจำเป็น เช่น เตรียมเลี้ยวขวา กลับรถ หรือหลบสิ่งกีดขวาง แต่ผู้ขับบางคนอาจเผลอขับอยู่เลนขวานาน ๆ ทั้งที่ไม่ได้แซง และใช้ความเร็วต่ำกว่ากระแสจราจร
พฤติกรรมนี้ทำให้รถที่ตามหลังต้องเบรก ต้องเปลี่ยนเลนไปแซงซ้าย หรือเกิดการจี้ท้าย ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุโดยไม่จำเป็น
หากขับอยู่เลนขวาแล้วสังเกตว่ามีรถตามหลังมาเร็ว หรือมีการกะพริบไฟขอทาง ควรหาจังหวะปลอดภัยเพื่อหลบเข้าซ้ายหรือเลนกลาง ไม่ควรฝืนแช่ขวาเพียงเพราะคิดว่าขับตามความเร็วที่ตนเองพอใจแล้ว
7. เอื้อมหยิบของหรือก้มเก็บของขณะรถวิ่ง
ของตกในรถเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ กระเป๋าสตางค์ แว่นตา บัตรจอดรถ หรือขวดน้ำ แต่การก้มลงไปเก็บหรือเอื้อมหยิบของระหว่างรถกำลังเคลื่อนที่ถือว่าอันตรายมาก
เพราะเพียงแค่ละสายตาจากถนน 2-3 วินาที รถก็อาจเคลื่อนที่ไปไกลหลายสิบเมตร โดยที่ผู้ขับไม่รู้ว่ารถคันหน้าเบรก มีคนข้ามถนน หรือมีรถตัดหน้า
ถ้าของชิ้นนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ทันที ควรปล่อยไว้ก่อน และค่อยเก็บเมื่อถึงที่หมาย แต่ถ้าจำเป็นจริง ๆ ควรหาที่จอดปลอดภัยก่อนหยิบหรือก้มเก็บ
8. เปิดเพลงดัง เล่นมือถือ ง่วงแล้วขับ
เพลงในรถช่วยให้การเดินทางสนุกขึ้น แต่ถ้าเปิดเสียงดังเกินไป อาจทำให้ไม่ได้ยินเสียงสำคัญรอบตัว เช่น เสียงแตร เสียงรถฉุกเฉิน เสียงมอเตอร์ไซค์ที่กำลังเข้าใกล้ หรือเสียงผิดปกติจากรถของเราเอง เสียงผิดปกติบางอย่าง เช่น เสียงเบรก เสียงยาง เสียงเครื่องยนต์ หรือเสียงช่วงล่าง อาจเป็นสัญญาณเตือนปัญหาของรถ หากเปิดเพลงดังเกินไป ผู้ขับอาจไม่ทันสังเกตจนปัญหาลุกลาม
ทางที่ดีควรเปิดเสียงในระดับที่ยังได้ยินสภาพแวดล้อมภายนอก โดยเฉพาะเมื่อขับในเมือง ฝนตก ทางแคบ หรือบริเวณที่มีรถฉุกเฉินผ่านบ่อย
นอกจากพฤติกรรมข้างต้น สิ่งที่ต้องระวังมากขึ้นในยุคปัจจุบันคือการใช้มือถือขณะขับรถ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านแชต ตอบข้อความ เลื่อนแผนที่ เปลี่ยนเพลง หรือดูการแจ้งเตือน แม้จะเป็นการมองหน้าจอเพียงไม่กี่วินาที แต่ถือว่าเป็นการละสายตาจากถนน ก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดอุบัติเหตุได้
และอีกสิ่งที่น่ากลัวคือ ความง่วงเป็นศัตรูตัวใหญ่ของการขับรถ เพราะทำให้การตัดสินใจช้าลง สมาธิลดลง และมีโอกาสวูบหลับได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะการขับทางไกลหรือขับช่วงกลางคืน หากเริ่มหาวบ่อย ตาล้า ขับรถคร่อมเลน หรือจำไม่ได้ว่าขับผ่านจุดก่อนหน้ามาอย่างไร ควรจอดพักทันที ไม่ควรฝืนขับต่อเพราะคิดว่า “อีกนิดเดียวก็ถึง”
วิธีลดพฤติกรรมเสี่ยงขณะขับรถ
- เตรียมของให้พร้อมก่อนออกรถ เช่น มือถือ แว่นตา บัตรจอดรถ และเครื่องดื่ม
- ตั้งระบบนำทางและเลือกเพลงก่อนเริ่มขับ
- มองกระจกหลังและกระจกข้างเป็นระยะ
- จับพวงมาลัยสองมือเมื่อใช้ความเร็วหรือสภาพถนนไม่ดี
- ไม่กิน แต่งหน้า หรือหยิบของขณะรถยังเคลื่อนที่
- เปิดเพลงในระดับที่ยังได้ยินเสียงรอบข้าง
- หากขับช้า ควรใช้เลนซ้ายหรือเลนกลางตามความเหมาะสม
- ถ้าง่วง ให้จอดพัก อย่าฝืนขับต่อ
9. ไม่เปิดไฟเลี้ยว หรือเปิดไฟเลี้ยวช้าเกินไป
ไฟเลี้ยวเป็นสัญญาณพื้นฐานที่ช่วยให้รถรอบข้างรู้ว่าเรากำลังจะทำอะไร แต่ผู้ขับหลายคนมักเผลอเปลี่ยนเลน เลี้ยวเข้าซอย ออกจากปั๊ม หรือจอดเทียบข้างทางโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว หรือเปิดในจังหวะที่กำลังหักพวงมาลัยแล้ว ซึ่งทำให้รถคันอื่นคาดการณ์ไม่ทัน
พฤติกรรมนี้อันตรายมาก โดยเฉพาะบนถนนที่มีรถใช้ความเร็วสูง หรือมีมอเตอร์ไซค์วิ่งอยู่ด้านข้าง เพราะเพียงแค่เปลี่ยนทิศทางกะทันหันโดยไม่มีสัญญาณ อาจทำให้รถคันหลังเบรกไม่ทัน หรือรถที่อยู่ในจุดบอดหลบไม่พ้น
ทางที่ดีควรเปิดไฟเลี้ยวล่วงหน้าก่อนเปลี่ยนเลนหรือเลี้ยวทุกครั้ง โดยให้เวลารถรอบข้างรับรู้ก่อน แล้วค่อยตรวจสอบกระจก มองจุดบอด และเปลี่ยนเลนอย่างนุ่มนวล ไม่ปาดหรือเบียดเข้าไปแบบฉับพลัน
10. ขับจี้ท้ายคันหน้าเกินไป
อีกพฤติกรรมที่หลายคนทำโดยไม่รู้ตัวคือการขับตามคันหน้าชิดเกินไป โดยเฉพาะในช่วงรถติด ขับทางด่วน หรือขับตามรถที่ใช้ความเร็วต่ำกว่า บางคนคิดว่าการจี้ท้ายจะช่วยให้คันหน้าเร่งความเร็วหรือหลบทาง แต่จริง ๆ แล้วเป็นพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุอย่างมาก
หากรถคันหน้าเบรกกะทันหัน คนขับที่ตามชิดเกินไปอาจไม่มีเวลามากพอในการตอบสนอง ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุชนท้าย ซึ่งโดยทั่วไปฝ่ายที่ชนท้ายมักถูกมองว่าไม่เว้นระยะห่างให้ปลอดภัย
การเว้นระยะห่างควรดูจากความเร็วและสภาพถนน หากขับเร็ว ฝนตก ถนนลื่น หรือทัศนวิสัยไม่ดี ควรเพิ่มระยะห่างมากกว่าปกติ เพื่อให้มีเวลามองเห็น ตัดสินใจ และเบรกได้ทันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ปิดท้ายก่อนจาก
ทั้ง 10 เรื่องนี้ถือว่าเป็น พฤติกรรมเสี่ยงขณะขับรถหลายอย่างไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ แต่เกิดจากความเคยชิน เช่น ไม่มองกระจกหลัง กินอาหารในรถ จับพวงมาลัยมือเดียว หรือเปิดเพลงดังเกินไป ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อรวมกับความเร็วและสภาพถนนจริง อาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้ง่าย
สิ่งสำคัญคือผู้ขับต้องรู้เท่าทันตัวเอง ลดสิ่งรบกวนระหว่างขับ และให้ความสำคัญกับสมาธิบนถนนตลอดเวลา เพราะการขับรถปลอดภัยไม่ได้หมายถึงขับช้าหรือขับเก่งเท่านั้น แต่หมายถึงการไม่ปล่อยให้พฤติกรรมเล็ก ๆ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุไม่คาดคิด
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

