ท่อน้ำหม้อน้ำรถยนต์ ใช้ได้กี่ปีถึงควรเปลี่ยน? รู้ก่อนกินข้าวลิง

ท่อน้ำหม้อน้ำรถยนต์ ใช้ได้กี่ปีถึงควรเปลี่ยน? รู้ก่อนกินข้าวลิง

ท่อน้ำหม้อน้ำรถยนต์ ใช้ได้กี่ปีถึงควรเปลี่ยน? รู้ก่อนกินข้าวลิง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ระบบหล่อเย็นเป็นหนึ่งในระบบสำคัญของรถยนต์ เพราะมีหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิเครื่องยนต์ไม่ให้ร้อนเกินไป และหนึ่งในชิ้นส่วนที่หลายคนมักมองข้ามคือ ท่อน้ำหม้อน้ำ หรือท่อยางที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำหล่อเย็นระหว่างหม้อน้ำ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระบบ

วันนี้ Sanook Auto มีคำตอบ พร้อมกับวิธีดูว่าท่อหม้อน้ำกำลังกลับบ้านเก่าหรือไม่

ท่อน้ำหม้อน้ำควรใช้งานได้กี่ปี?

โดยทั่วไป ท่อน้ำหม้อน้ำควรตรวจเช็กทุกปี และมักมีอายุการใช้งานประมาณ 3-5 ปี หรือราว 60,000-100,000 กิโลเมตร แล้วแต่สภาพการใช้งาน คุณภาพท่อยาง และการดูแลระบบหล่อเย็นของรถแต่ละคัน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ใช่กฎตายตัว รถบางคันที่ใช้งานหนัก เจออากาศร้อน รถติดบ่อย หรือไม่เคยเปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นตามระยะ ท่อน้ำอาจเสื่อมเร็วกว่านั้น ขณะที่รถที่ดูแลดี ใช้น้ำยาหล่อเย็นคุณภาพดี และไม่เจอความร้อนสะสมมาก อาจใช้งานได้นานกว่า 5 ปี

เหตุผลที่ท่อน้ำหม้อน้ำถึงเสื่อม?

ท่อน้ำหม้อน้ำส่วนใหญ่ทำจากยางหรือวัสดุยางสังเคราะห์ ต้องเจอกับความร้อน แรงดัน และน้ำยาหล่อเย็นตลอดเวลาที่เครื่องยนต์ทำงาน เมื่อใช้งานไปนาน ๆ เนื้อยางจะเริ่มแข็ง เปราะ บวม หรือแตกลายงา

นอกจากนี้ แรงดันในระบบหล่อเย็นยังทำให้ท่อน้ำที่เริ่มเสื่อมมีโอกาสปริ แตก หรือรั่วได้ โดยเฉพาะตอนขับทางไกล ขึ้นเขา รถติดนาน หรือเปิดแอร์หนัก ๆ ในวันที่อากาศร้อน

อาการแบบไหนบอกว่าท่อน้ำหม้อน้ำควรเปลี่ยน?

  • ท่อยางแข็งมากผิดปกติ บีบแล้วไม่ยืดหยุ่นเหมือนเดิม
  • ท่อยางนิ่มหรือย้วยเกินไป บางจุดเหมือนพองตัว
  • มีรอยแตกลายงา โดยเฉพาะบริเวณปลายท่อหรือจุดโค้งงอ
  • ท่อบวม เห็นเป็นป่อง ๆ คล้ายลูกโป่งเล็ก ๆ
  • มีคราบน้ำยาหล่อเย็น หรือคราบสีเขียว ชมพู ฟ้า แดง แล้วแต่ชนิดน้ำยา
  • มีกลิ่นน้ำยาหล่อเย็น หรือกลิ่นหวาน ๆ จากห้องเครื่อง
  • น้ำในหม้อน้ำหรือถังพักลดบ่อย แม้ไม่มีรอยรั่วชัดเจน
  • เข็มความร้อนสูงผิดปกติ หรือมีไฟเตือนความร้อนขึ้นบนหน้าปัด

เช็กท่อน้ำหม้อน้ำด้วยตัวเองได้อย่างไร?

การตรวจท่อน้ำหม้อน้ำเบื้องต้นสามารถทำได้เอง แต่ควรทำตอนเครื่องเย็นเท่านั้น ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำหรือจับท่อยางตอนเครื่องร้อน เพราะระบบหล่อเย็นมีแรงดันสูงและน้ำร้อนอาจพุ่งออกมาจนเกิดอันตรายได้

  1. จอดรถในที่ปลอดภัย รอให้เครื่องเย็นสนิท
  2. เปิดฝากระโปรงหน้า แล้วดูท่อน้ำหม้อน้ำเส้นบนและเส้นล่าง
  3. มองหารอยแตก รอยบวม รอยปริ หรือคราบน้ำยาหล่อเย็น
  4. บีบท่อยางเบา ๆ หากแข็งกรอบหรือย้วยผิดปกติ ควรให้ช่างตรวจเช็ก
  5. ดูบริเวณเข็มขัดรัดท่อว่ามีคราบรั่วซึมหรือสนิมหรือไม่
  6. ตรวจระดับน้ำในถังพักน้ำหล่อเย็นว่าลดผิดปกติหรือเปล่า

ท่อน้ำเส้นบนกับเส้นล่างต่างกันอย่างไร?

โดยทั่วไปท่อน้ำหม้อน้ำหลักจะมี 2 เส้น คือ ท่อน้ำเส้นบน และ ท่อน้ำเส้นล่าง

ท่อน้ำเส้นบน มักทำหน้าที่พาน้ำร้อนจากเครื่องยนต์ไปยังหม้อน้ำเพื่อระบายความร้อน ส่วน ท่อน้ำเส้นล่าง จะพาน้ำที่ถูกระบายความร้อนแล้วกลับเข้าสู่เครื่องยนต์ ทั้งสองเส้นสำคัญไม่แพ้กัน หากเส้นใดเส้นหนึ่งรั่ว แตก หรือหลุด อาจทำให้น้ำหล่อเย็นหายอย่างรวดเร็ว และเครื่องยนต์ร้อนจัดภายในเวลาไม่นาน

ควรเปลี่ยนท่อน้ำหม้อน้ำพร้อมกันทั้งชุดไหม?

ถ้ารถใช้งานมาเกิน 4-5 ปี และเริ่มพบว่าท่อน้ำเส้นหนึ่งเสื่อมสภาพ การเปลี่ยนพร้อมกันทั้งชุดอาจเป็นทางเลือกที่คุ้มกว่า เพราะท่อเส้นอื่น ๆ มักเสื่อมตามอายุใกล้เคียงกัน

นอกจากท่อน้ำหม้อน้ำเส้นบนและเส้นล่างแล้ว ควรให้ช่างตรวจท่อยางเส้นอื่นในระบบหล่อเย็นด้วย เช่น ท่อฮีตเตอร์ ท่อน้ำบายพาส ท่อถังพักน้ำ และข้อต่อยางต่าง ๆ เพราะหากมีจุดใดรั่ว ก็ทำให้ระบบหล่อเย็นมีปัญหาได้เหมือนกัน

เปลี่ยนท่อน้ำแล้วควรเปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นด้วยไหม?

เมื่อเปลี่ยนท่อน้ำแล้ว ก็ควรเปลี่ยนหรืออย่างน้อยควรถ่ายน้ำยาหล่อเย็นใหม่ หากมีการถอดท่อน้ำออก เพราะเมื่อต้องเปิดระบบหล่อเย็น น้ำยาเดิมอาจรั่วออกมา และมีโอกาสเกิดอากาศค้างในระบบ

หลังเปลี่ยนท่อน้ำ ควรเติมน้ำยาหล่อเย็นตามสเปกที่ผู้ผลิตรถแนะนำ และไล่อากาศในระบบให้ถูกต้อง ไม่ควรเติมแต่น้ำเปล่าระยะยาว เพราะอาจทำให้เกิดสนิม ตะกรัน และลดประสิทธิภาพการระบายความร้อน

ถ้าท่อน้ำแตกกลางทางควรทำอย่างไร?

หากขับอยู่แล้วเห็นเข็มความร้อนขึ้นสูงผิดปกติ มีไอน้ำออกจากฝากระโปรง หรือได้กลิ่นน้ำยาหล่อเย็น ให้รีบหาที่จอดปลอดภัยทันที

  1. ปิดแอร์ ลดภาระเครื่องยนต์ และค่อย ๆ จอดในที่ปลอดภัย
  2. ดับเครื่องยนต์ทันที แล้วรอให้เครื่องเย็น
  3. ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำทันทีขณะเครื่องร้อน
  4. ตรวจดูว่ามีน้ำรั่วจากท่อยางหรือใต้ท้องรถหรือไม่
  5. หากท่อน้ำแตกหรือรั่วมาก ไม่ควรฝืนขับต่อ ควรเรียกรถยกหรือช่าง

การฝืนขับต่อทั้งที่น้ำหล่อเย็นรั่ว อาจทำให้เครื่องยนต์ร้อนจัดจนเกิดความเสียหายใหญ่ เช่น ปะเก็นฝาสูบเสีย ฝาสูบโก่ง หรือเครื่องยนต์น็อก ซึ่งค่าซ่อมสูงกว่าการเปลี่ยนท่อน้ำหลายเท่า

ป้องกันท่อน้ำหม้อน้ำเสื่อมก่อนเวลาได้อย่างไร?

  • เปลี่ยนน้ำยาหล่อเย็นตามระยะที่ผู้ผลิตกำหนด
  • ใช้น้ำยาหล่อเย็นชนิดที่เหมาะกับรถ ไม่ผสมมั่ว
  • ตรวจระดับน้ำในถังพักเป็นประจำ
  • อย่าปล่อยให้เครื่องยนต์ร้อนจัดบ่อย ๆ
  • ตรวจท่อน้ำและเข็มขัดรัดท่อทุกครั้งที่เข้าเช็กระยะ
  • หากรถอายุเกิน 5 ปี ควรให้ช่างตรวจระบบหล่อเย็นละเอียดขึ้น

honda_wrv_02

ปิดท้ายก่อนจาก

โดยทั่วไป ท่อน้ำหม้อน้ำควรตรวจเช็กทุกปี และมักควรเปลี่ยนเมื่อใช้งานมาแล้วประมาณ 3-5 ปี หรือราว 60,000-100,000 กิโลเมตร แต่หากพบอาการท่อแข็ง แตกลายงา บวม มีคราบน้ำยาหล่อเย็น หรือระดับน้ำลดผิดปกติ ควรเปลี่ยนทันที ไม่ต้องรอครบระยะ แต่บางคันอาจจะทนกว่านั้น

ท่อน้ำหม้อน้ำเป็นอะไหล่ที่ราคาไม่สูงมากเมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ ดังนั้นถ้าเริ่มเห็นสัญญาณเสื่อม การเปลี่ยนก่อนพังกลางทางคือทางเลือกที่ปลอดภัยและประหยัดกว่าในระยะยาว ถ้าคิดว่าจะใช้รถนานๆ ควรดูส่วนนี้ไม่ว่าจะเป็นรถแบบไหนก็ตาม

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล