10 อะไหล่ “โคตรแพง” ของรถ EV รู้ไว้ก่อน กระเป๋าจะได้ไม่ฉีก

การเปิดสงครามตะวันออกกลางทำให้น้ำมันค่อยข้างแพงมากๆ ทำให้หลายคนมองไปหารถยนต์ไฟฟ้า มากขึ้นนอกจากเรื่องประหยัดค่าเชื้อเพลิง แต่อาจจะทำให้หลายคนลืมคิดไปว่า ค่าไฟที่ถูกต้องแลกกับอะไรบ้าง วันนี้ Sanook Auto จะมาส่อง 10 อะไหล่ที่แพงที่สุดมีอะไรบ้าง และชิ้นไหนที่คุณควรรู้ไว้ล่วงหน้า
10 อะไหล่รถ EV ที่แพงที่สุด
1. แบตเตอรี่แรงดันสูง
การขับเคลื่อนของรถ EV และเป็นชิ้นที่แพงที่สุด ราคาสูงระดับ 300,000 – 600,000+ บาท หรือคิดเป็น 30-40% ของราคารถ เรียกว่าสูงกว่ารถแบบอื่นๆ รวมถึงรถไฮบริต
2. ชุดมอเตอร์ไฟฟ้า + เกียร์
ชิ้นต่อมาไม่ต้องสืบเลยมันตือระบบขับเคลื่อนหลัก เป็นระบที่ไว้ขับเคลื่อนรถ หากชิ้นนี้โดนชนจนเสียหาย หรือพังขึ้นมาช่วงมีประกันอาจจะยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าหมดประกันค่าเปลี่ยนแตะหลักแสน
3. อินเวอร์เตอร์ (Inverter)
อุปกรณ์ที่ทำให้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เข้ามอเตอร์ได้ โดยทำหน้าที่ แปลงไฟ DC เป็น AC ควบคุมมอเตอร์ ราคาโดยประมาณ 80,000 – 200,000 บาท ปกติชิ้นนี้ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าหรือไฮบริตก็จะมีิ้นนี้
4. ระบบควบคุมแบตเตอรี่ (BMS)
ระบบจัดการก็เป็นอีกส่วนที่เป็นตัวแพง เพราะถือว่าเป็นสมองจัดการแบตเตอรี่ ถ้าเสียเปลี่ยนยกชุด ราคา 50,000 – 150,000 บาท

5. Onboard Charger
การจ่ายไฟเข้ารถต้องเสียบปลั๊กแล้วถ้าปลั๊กพังเพราะเสียบจุกกันน้ำ หรือโดนน้ำพังแบบไม่ตั้งใจ ค่าเปลี่ยนชิ้นนี้ราคาแค่ 40,000 – 120,000 บาท
6. DC-DC Converter
แปลงไฟแรงสูงลงมาใช้กับระบบไฟ 12V ในรถ ราคา 20,000 – 80,000 บาท
7. ระบบหล่อเย็นแบตเตอรี่
เมื่อไม่มีเครื่องยนต์แต่สังเกตุว่าทำไมมอเตอร์ติดน้ำสีชมพูเหมือนกับรถยนต์ทั่วไป เพราะมันต้องการใช้ของเหลวในการะบายความร้อน ดังนั้นถ้าส่วนนี้พังก็อาจจะทำให้ลามได้
8. ระบบเซ็นเซอร์ / กล้อง / ADAS
เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือ รถยนต์ทั่วไป ที่มีเทคโนโลยีช่วยขับ ถ้าพังต้องเปลี่ยนยกชุด ราคาไม่เบา
9. หน้าจอ + ระบบอินโฟเทนเมนต์
ยอมรับว่าหลายคนหลงซื้อรถ EV เพราะใช้จอเป็นศูนย์กลางแทนทุกอย่าง รวมถึงสั่งงานด้วยเสียงที่ทำงานได้บ้างไม่ได้แต่ก็ต้องมี ถ้าเสียเปลี่ยนทีมีสะเทือน

9. สายไฟแรงดันสูง
สุดท้าย ถ้าเกิดสายไฟแรงดันสูงถูกหนูกัด หรือ มีรอยาด ต้องเปลี่ยนทันที แน่นอนว่าราคาชิ้นนี้ แพงยับเยิน
ทำไม “ค่าซ่อม EV” ถึงดูแพง?
เรื่องนี่ต้องบอกเลยว่า เพราะ อะไหล่เป็นเทคโนโลยีเฉพาะทางต้องใช้ช่างเฉพาะทางในการซ่อมบางชิ้น “ซ่อมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนอย่างเดียว” แถมต้องนำเข้าจากต่างประเทศก็ทำให้ราคายังสูงเพราะตลาดยังใหม่
โดยสรุป แม้รถ EV จะช่วยประหยัดค่า “พลังงาน” และค่าบำรุงรักษารายวัน แต่ถ้าเกิดเสียหนักขึ้นมา ค่าอะไหล่บางชิ้นอาจทำให้คุณต้องจ่ายหนักแบบไม่ทันตั้งตัว
แต่ถ้าอยากจะได้ต้องดูเรื่องเหล่านี้
- เช็กประกันแบตเตอรี่ (ส่วนใหญ่ 8 ปี)
- ดูค่าซ่อมระยะยาว ไม่ใช่แค่ราคาซื้อ
- เลือกแบรนด์ที่ศูนย์บริการครอบคลุม
และจำไว้ว่า “รถไฟฟ้าไม่ได้แพงตอนซื้อ… แต่มันเริ่มแพงตอนซ่อม” ถ้าเลือกค่ายที่ไม่ดูแลรับรองว่า มูลค่ารถคันนั้นจะไม่เหลือเลย
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



