8 โรคอันตรายที่ "ไม่ควรขับรถ" หากยังคุมอาการไม่ได้ อย่าฝืนเสี่ยง!

8 โรคอันตรายที่ "ไม่ควรขับรถ" หากยังคุมอาการไม่ได้ อย่าฝืนเสี่ยง!

8 โรคอันตรายที่ "ไม่ควรขับรถ" หากยังคุมอาการไม่ได้ อย่าฝืนเสี่ยง!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ขับขี่ปลอดภัย สุขภาพต้องไปกันได้! 8 โรคเสี่ยงที่ไม่ควรขับรถบนท้องถนน รู้ไว้ก่อนเกิดอุบัติเหตุ!

บนท้องถนนที่เต็มไปด้วยสถานการณ์ไม่คาดฝัน "ความพร้อมของร่างกาย" คือหัวใจสำคัญพอๆ กับทักษะการขับรถ ทว่ามีโรคประจำตัวบางประเภทที่เปรียบเสมือนภัยเงียบ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ขับขี่สูญเสียสมาธิหรือการควบคุมรถไปอย่างกะทันหัน การทำความเข้าใจความเสี่ยงของแต่ละโรคจึงไม่ใช่แค่การดูแลตัวเอง แต่คือการรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมทางด้วย ซึ่งในวันนี้ เราจะพาทุกคนไปดูกันว่าโรคไหนบ้าง ที่ไม่ควรขับรถและใช้ท้องถนน

8 กลุ่มโรคอันตรายที่เสี่ยงต่อการขับขี่

1. โรคหัวใจและหลอดเลือด

ไม่ว่าจะเป็นภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ล้วนส่งผลโดยตรงต่อการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมอง หากเกิดอาการกำเริบอาจทำให้ผู้ขับขี่มีอาการแน่นหน้าอก วูบ หรือหมดสติเฉียบพลันได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีความเครียดสูง เช่น การจราจรติดขัด หรืออาการตกใจกะทันหัน ซึ่งอาจกระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองผิดปกติจนสูญเสียการควบคุมรถในเสี้ยววินาที

2. โรคลมชัก

โรคลมชัก ถือเป็นสภาวะที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเกิดอาการชัก ผู้ขับขี่จะสูญเสียสติสัมปชัญญะโดยสมบูรณ์ และร่างกายอาจเกิดอาการเกร็งกระตุกจนไม่สามารถบังคับพวงมาลัยหรือเหยียบเบรกได้ ตามมาตรฐานทางการแพทย์ระบุว่าผู้ป่วยต้อง "ปลอดอาการชัก" ติดต่อกันอย่างน้อย 1 ปี (12 เดือน) จึงจะพิจารณาว่ามีความเสี่ยงต่ำพอที่จะขับรถได้ ที่สำคัญคือต้องมีวินัยในการกินยาอย่างเคร่งครัด เพราะหากหยุดยาเองความเสี่ยงในการกลับมาชักซ้ำขณะขับขี่จะพุ่งสูงขึ้นทันที

3. โรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ส่งผลโดยตรงต่อระบบประสาทสั่งการ แม้ในรายที่ดูเหมือนจะหายดีแล้วแต่อาจยังมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงหรืออัมพฤกษ์ครึ่งซีกหลงเหลืออยู่ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ลดลงส่งผลให้การตอบสนองต่อเหตุการณ์คับขันช้าลงกว่าปกติหลายวินาที เช่น การหักหลบหรือการเหยียบเบรกกระทันหัน ผู้ที่มีประวัติโรคนี้จึงควรเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพทางกายและสายตาเพื่อยืนยันความพร้อมก่อนกลับมาอยู่หลังพวงมาลัยอีกครั้ง

4. โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน มีภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดคือภาวะ "น้ำตาลในเลือดต่ำ" (Hypoglycemia) ซึ่งมักเกิดจากการทานอาหารไม่ตรงเวลาหรือการใช้ยาอินซูลินที่ไม่สมดุลกับกิจกรรมที่ทำ ในระยะเริ่มต้นผู้ขับขี่จะรู้สึกหน้ามืด วิงเวียน และตาพร่ามัว แต่หากปล่อยให้เข้าสู่ระยะวิกฤต สมองจะขาดพลังงานจนเกิดอาการสับสน กระสับกระส่าย และอาจช็อกหมดสติคาพวงมาลัยได้ ผู้ป่วยจึงควรพกของหวานติดรถไว้เสมอและจอดพักทันทีที่มีอาการใจสั่น

5. โรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสัน เป็นโรคที่บั่นทอนความแม่นยำในการขับขี่ เนื่องจากส่งผลให้เกิดอาการมือสั่น ร่างกายแข็งเกร็ง และการเคลื่อนไหวที่ช้าลงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด ทำให้การบังคับพวงมาลัยหรือการเปลี่ยนเกียร์ทำได้ยากขึ้น อีกทั้งยังส่งผลให้การตัดสินใจในวินาทีฉุกเฉินล่าช้าลง ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความพร้อม และหลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงเวลาที่ยาหมดฤทธิ์เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

6. โรคเกี่ยวกับสายตา

โรคเกี่ยวกับสายตา ไม่ว่าจะเป็นต้อหิน ต้อกระจก หรือจอประสาทตาเสื่อม ไม่ได้เพียงแค่ทำให้ภาพมัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ "ลานสายตา" แคบลง ซึ่งเป็นอันตรายอย่างมากในการสังเกตเห็นรถที่แซงขึ้นมาจากด้านข้างหรือป้ายเตือนในจุดอับสายตา การกะระยะที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยท่ามกลางทัศนวิสัยที่พร้ามัวสามารถนำไปสู่อุบัติเหตุรุนแรงได้ ผู้ขับขี่จึงควรตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอและเลี่ยงการขับรถในช่วงที่แสงน้อย

7. โรคทางสมองและระบบประสาท

โดยเฉพาะภาวะสมองเสื่อมในวัยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้สูญเสียทักษะการประเมินสถานการณ์ที่จำเป็น ผู้ขับขี่อาจเริ่มสับสนเส้นทางที่คุ้นเคย หรือจดจำทิศทางไม่ได้กะทันหันจนเกิดความตระหนก เมื่อต้องเจอกับทางแยกซับซ้อนหรือวงเวียน สมองจะสั่งการช้าลงจนตัดสินใจไม่ถูก หากคนใกล้ชิดสังเกตเห็นอาการหลงลืมหรือตัดสินใจช้าลงบ่อยครั้ง ควรแนะนำให้เข้ารับการตรวจและพิจารณาใช้รถสาธารณะแทน

8. โรคข้อเสื่อมและข้ออักเสบ

แม้จะดูเป็นเรื่องของความเจ็บปวดตามร่างกาย แต่ในทางปฏิบัติคืออุปสรรคต่อการตอบสนองทางสรีระ อาการข้อติดแข็งอาจทำให้ผู้ขับขี่ไม่สามารถหันมองกระจกข้างหรือถอยหลังได้สะดวก หรือความเจ็บปวดอาจทำให้เหยียบเบรกได้ไม่สุดแรงในยามจำเป็น หากพบว่าสรีระเริ่มติดขัดจนบดบังทัศนวิสัยหรือลดความสามารถในการควบคุมรถ ควรหลีกเลี่ยงการขับรถเพื่อลดความเสี่ยงต่อตนเองและผู้อื่น

หากคุณมีอาการเข้าข่าย 8 กลุ่มโรคนี้ การปรึกษาคุณหมอเพื่อประเมินความพร้อม หรือเลือกใช้บริการรถสาธารณะและให้คนใกล้ชิดช่วยขับแทนในวันที่อาการกำเริบ คือทางเลือกที่ฉลาดและปลอดภัยที่สุด เพื่อให้ทุกการเดินทางมีแต่รอยยิ้มและจบลงที่การกลับบ้านไปหาคนที่คุณรักอย่างสวัสดิภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก

  1. ขับขี่ปลอดภัย By DLT
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล