6 สัญญาณเตือน! รถกำลังฟ้องว่า "แบตเตอรี่ใกล้เสื่อม" เช็กด่วนก่อนสายเกินแก้

เคยไหม? ในเช้าที่เร่งรีบหรือกำลังจะออกเดินทางไกล แต่พอขึ้นรถบิดกุญแจแล้วกลับพบเพียงความเงียบ หรือมีเสียงเครื่องยนต์หมุน "อืดๆ" เหมือนไม่มีแรง ปัญหา "แบตเตอรี่รถยนต์เสื่อม" คือสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด ซึ่งจริงๆ แล้วรถของเรามักจะส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าเสมอ หากเราหมั่นสังเกตเพียงนิดเดียว จะช่วยให้ไม่ต้องไปยืนรอรถยกกลางแดดเปรี้ยงค่ะ
วันนี้เราสรุป 6 อาการฟ้องที่เจ้าของรถห้ามละเลยมาให้เช็กกันดูค่ะ
1. เครื่องยนต์สตาร์ทติดยาก (โดยเฉพาะตอนเช้า)
นี่คือสัญญาณคลาสสิกที่สุด หากคุณรู้สึกว่าต้องบิดกุญแจแช่นานขึ้น หรือเครื่องยนต์หมุนช้ากว่าปกติในจังหวะสตาร์ทครั้งแรกของวัน นั่นเป็นเพราะแรงดันไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลดต่ำลงจนไม่เพียงพอต่อการหมุนไดสตาร์ท หากพบอาการนี้บ่อยๆ แสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มเก็บไฟไม่อยู่แล้ว
2. ระบบไฟในรถเริ่มอ่อนแรง
เนื่องจากแบตเตอรี่คือหัวใจหลักในการจ่ายไฟให้อุปกรณ์ต่างๆ หากแบตฯ เริ่มเสื่อม คุณจะสังเกตเห็นความผิดปกติได้จาก:
-
ไฟหน้ารถ: ความสว่างลดลง หรือไฟดูหม่นกว่าปกติ
-
ไฟในห้องโดยสาร: จะวูบวาบหรือดรอปลงเมื่อมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่ม เช่น ตอนเปิดแอร์หรือตอนใช้กระจกไฟฟ้า
-
กระจกไฟฟ้า: เลื่อนขึ้น-ลงช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
3. มีคราบขี้เกลือเกาะหนาที่ขั้วแบตเตอรี่
ลองเปิดฝากระโปรงรถสำรวจดู หากพบคราบผงสีขาวหรือเขียวเกาะหนาบริเวณขั้วแบตเตอรี่ คราบเหล่านี้เกิดจากปฏิกิริยาเคมีของก๊าซไฮโดรเจนที่ระเหยออกมา ซึ่งจะขัดขวางการไหลเดินของกระแสไฟฟ้า ทำให้ระบบชาร์จทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ และเป็นสัญญาณว่าแบตเตอรี่เริ่มมีปัญหาภายในการเก็บประจุ
4. แบตเตอรี่เริ่มมีอาการบวม หรือมีกลิ่นฉุน
หากมองด้วยตาเปล่าแล้วพบว่า "ผนังด้านข้างของแบตเตอรี่" เริ่มป่องออกมา ไม่เป็นทรงสี่เหลี่ยมเรียบตรง หรือได้กลิ่นฉุนคล้ายไข่เน่า (ก๊าซซัลฟูริก) ระเหยออกมาจากห้องเครื่อง แสดงว่าแบตเตอรี่เกิดความร้อนสูงจัดและเสื่อมสภาพในระดับที่อันตราย ควรเปลี่ยนใหม่ทันทีเพื่อป้องกันการระเบิดหรือน้ำกรดกัดกร่อนตัวถังรถ
5. สีของ "ตาแมว" (Indicator) เปลี่ยนไป
แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง (Maintenance Free) ส่วนใหญ่จะมีช่องใสๆ ที่เรียกว่า "ตาแมว" ให้เราส่องดูสถานะเบื้องต้น หากสีเปลี่ยนจากสีน้ำเงิน/เขียว (ไฟเต็ม) เป็นสีขาวหรือแดง (ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ) นั่นหมายถึงประจุไฟหรือน้ำกรดอยู่ในระดับวิกฤตที่ต้องรีบตรวจเช็ก
6. อายุการใช้งานเกิน 1.5 - 2 ปี
แม้รถจะยังสตาร์ทติดดีไม่มีงอแง แต่ถ้าแบตเตอรี่ลูกเดิมรับใช้คุณมานานเกิน 2 ปีแล้ว (หรือประมาณ 40,000 - 60,000 กิโลเมตร) ความเสี่ยงที่จะ "ลาโลก" แบบกะทันหันจะมีสูงมาก ยิ่งในรถรุ่นใหม่ๆ ที่มีระบบไฟฟ้าซับซ้อน แบตเตอรี่อาจจะหมดสภาพแบบไม่มีอาการเตือนล่วงหน้าเลยก็ได้
สรุปวิธีดูแลให้แบตเตอรี่อายุยืน: การจอดรถทิ้งไว้นานเกินไปจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมไว ควรสตาร์ทรถทิ้งไว้ 15-20 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อให้ไดชาร์จได้ทำงาน และหมั่นตรวจสอบความแน่นของขั้วแบตเตอรี่อยู่เสมอ เพียงเท่านี้ก็ช่วยลดความเสี่ยงรถตายกลางทางได้แล้วค่ะ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



