ชาร์จไฟ DC ใส่รถไฟฟ้าบ่อย ทำรถพังเร็วจริงไหม?

ชาร์จไฟ DC ใส่รถไฟฟ้าบ่อย ทำรถพังเร็วจริงไหม?

ชาร์จไฟ DC ใส่รถไฟฟ้าบ่อย ทำรถพังเร็วจริงไหม?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ในยุคที่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด และต่างแข่งขันกันโฆษณาเรื่องความเร็วในการชาร์จประเภท "10 นาทีวิ่งได้ 100 โล" หรือชาร์จเต็มภายใน 30 นาที จนทำให้ผู้ใช้รถหลายคนติดนิสัย "เน้นไวเข้าว่า" เอะอะก็เลี้ยวเข้าตู้แดง DC ตลอด

จนหลายคนบอกว่า ราคาที่จ่ายนั้นแม้จะไม่ได้แพง แต่มันจะส่งผลกับสุขภาพแบตเตอรี่ จริงไหม วันนี้ Sanook Auto จะมาเฉลยกัน

ชาร์จไฟแต่ DC ทำแบตเตอรี่รถไฟฟ้าพังได้ไหม?

จริงๆ แล้วเรื่องนี้ต้องบอกว่าไม่ได้จริงเสมอไป ถ้าคุณปรับตัวกับการใช้งานรถไฟฟ้าได้ เช่นการปรับตัวในการชาร์จไฟรถให้เหมาะสมในช่วง 30 - 80% แต่ว่าถ้าเกิดชาร์จบ่อยๆ ก็จะมีผลเสียออกมาดังนี้

ผลเสียของการชาร์จ DC ตลอด

 honda_en1_35

เกิดความร้อนสะสม 

การชาร์จแบบ DC (Direct Current) คือการอัดกระแสไฟตรงเข้าสู่แบตเตอรี่ด้วยแรงดันมหาศาล (High Voltage) กระบวนการนี้ทำให้เกิด "ความร้อนสะสม" ภายในเซลล์แบตเตอรี่สูงมาก แม้รถจะมีระบบระบายความร้อน ที่ดีแค่ไหน แต่ถ้าระบบระบายไม่ทัน ความร้อนจะไปทำลายโครงสร้างเคมีภายใน ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ

ปฏิกิริยาเคมีที่รุนแรง 

เมื่อเราอัดประจุไฟเข้าไปเร็วเกินไป ไอออนของลิเธียม จะวิ่งจากขั้วบวกไปขั้วลบอย่างบ้าคลั่ง จนเกิดภาวะที่เรียกว่า "รถติดหน้าด่าน" โดยไอออนวิ่งเข้าไปแทรกตัวในขั้วลบไม่ทัน จนไปกองรวมกันเป็นแผ่นโลหะ เกาะอยู่ที่ผิวขั้วแบตฯ สิ่งนี้จะไปขัดขวางการไหลของกระแสไฟในอนาคต ทำให้ความจุของแบตเตอรี่ลดลงถาวร หรือที่เรียกว่า "แบตเสื่อม" แต่อาจจะไม่ได้เกิดทันที แค่เกิดระยะเวลาเท่านั้น

 

DC ชาร์จไฟ ถ้าเต็มบ่อยระวังพัง

หลายคนสงสัยว่าทำไมหลัง 80% แล้วชาร์จช้าลง? นั่นคือระบบ BMS (Battery Management System) กำลังปกป้องตัวเอง การฝืนชาร์จ DC จนถึง 100% บ่อยๆ เป็นการทรมานแบตเตอรี่อย่างหนัก เพราะต้องใช้แรงดันสูงในการยัดประจุเข้าไปในพื้นที่ที่แออัด ส่งผลให้เกิดความเครียดในเซลล์แบตเตอรี่สูงมาก

ดังนั้นคำแนะนำที่อยากจะบอกคือ ถ้าชาร์จ DC ควรหยุดที่ 80% แล้วเดินทางต่อทันที อย่าแช่จนเต็มร้อยส่วน AC จะชาร์จเต็มก็ทำได้

แพงกว่าโดยใช่เหตุ

สุดท้ายเปป็นเรื่องเงินในกระเป๋าล้วนๆ ครับ ค่าไฟตามสถานีชาร์จ DC (On-peak) อาจพุ่งไปถึงหน่วยละ 7-9 บาท ในขณะที่การชาร์จ AC ที่บ้าน (TOU) ตกหน่วยละ 2.6 บาทเท่านั้น การใช้ DC บ่อยๆ จึงไม่คุ้มค่าในระยะยาว

files_articles_create_article

ควรชาร์จแบบไหนดีที่สุด?

ไม่ได้บอกว่าห้ามใช้ DC เลยนะครับ แต่ควรใช้ให้ถูกจังหวะ:

  1. ใช้ชีวิตประจำวัน ควรชาร์จแบบ AC (Wallbox) ที่บ้าน หรือที่ทำงาน เป็นหลัก ให้แบตเตอรี่ค่อยๆ รับประจุอย่างนุ่มนวล จะช่วยยืดอายุได้ยาวนานที่สุด
  2. เดินทางไกล ให้วางแผนการชาร์จและเลือกใช้ DC Fast Charge เฉพาะตอนรีบทำเวลา หรือเดินทางไกลข้ามจังหวัด และควรชาร์จแค่ 80% พอให้ถึงจุดหมายต่อไป แต่ถ้าถึงสถานที่แล้วชาร์จไฟ AC ก็พอ

ดังนั้นการปรับตัวเลือกการชาร์จไฟและรู้จักการเติมไฟให้เหมาะกับกับชนิดแบตเตอรี่ ก็จะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของคุณอยู่ได้นานๆ ครับ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล