ขับรถยนต์ไฟฟ้าเพลินจนแบตฯ เหลือ 0% รถจะดับเลยไหม?

หลายคนเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาเพื่อต่อการประหยัดค่าพลังงานในการเดินทาง แต่ด้วยสเปกที่วิ่งได้หลากหลายร้อยกิโล ทำให้บางคนเผลอว่าใช้รถไฟฟ้าเพลินจนบางครั้งแบตฯ เหลือน้อยหรือเหลือ 0% ไปเลย ซึ้งเรื่องนี้ไม่ดีกับรถยนต์ไฟฟ้า วันนี้ Sanook Auto จะมาบอกว่าทำไมไม่ควรใช้รถยนต์ไฟฟ้าจนไฟหมด
จอโชว์ 0% บนหน้าจอ ไม่เท่ากับ 0% ของจริง
หากไฟขึ้น 0% ไปแล้วจริงๆ ยัง"ขับต่อได้อีกนิดหน่อยครับ" รถไม่ดับทันทีที่แตะ 0%
เหตุผลเพราะผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายจะออกแบบแบตเตอรี่ให้มีสิ่งที่เรียกว่า ส่วนสำรอง เสมอ โดยแบ่งความจุแบตเตอรี่ออกเป็น 2 แบบคือ
- Gross Capacity: ความจุทั้งหมดที่มีจริงในแบตเตอรี่
- Usable (Net) Capacity: ความจุที่อนุญาตให้เราใช้งานได้จริง
ส่วนต่างตรงนี้แหละครับ คือก๊อกสำรองที่ซ่อนอยู่ใต้เลข 0% เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์แบตเตอรี่เสียหายจากการคายประจุจนหมดเกลี้ยง (Deep Discharge) และเพื่อให้ผู้ขับขี่มีเวลาหาที่จอดที่ปลอดภัย
แต่อาจจะไม่ได้เกิดกับรถยนต์ทุกคัน แต่ทางที่ดีเห็นเหลือ 10% ก็ต้องชาร็จแล้ว
รถเข้าสู่โหมด "เต่าคลาน" (Turtle Mode)
เมื่อแบตเตอรี่ลดลงต่ำกว่า 0% (หรือใกล้จะถึง 0%) รถจะไม่ยอมให้คุณขับซิ่งอีกต่อไป แต่จะเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด หรือที่เรียกกันติดปากว่า Turtle Mode โดยจะมีอาการดังนี้
- ความเร็วถูกล็อก: รถอาจวิ่งได้ไม่เกิน 40-60 กม./ชม. เหยียบคันเร่งจะไม่พุ่ง
- ระบบไฟฟ้าถูกตัด: แอร์จะไม่เย็น (เหลือแต่พัดลม), เครื่องเสียงอาจดับ เพื่อรีดพลังงานทั้งหมดไปที่มอเตอร์ขับเคลื่อน
- ระยะทางที่ไปได้: โดยเฉลี่ยรถ EV ส่วนใหญ่จะวิ่งต่อหลัง 0% ได้อีกประมาณ 10 - 20 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับรุ่นรถและพฤติกรรมการขับขี่ ณ ตอนนั้น) แต่ทางที่ดี "อย่าเสี่ยง" ดีที่สุดครับ
หายนะที่แท้จริงคือ "แบต 12V หมด"
นี่คือสิ่งที่น่ากลัวกว่ารถน้ำมันหมดครับ! หากคุณฝืนขับจนแบตเตอรี่ High Voltage (แบตลูกใหญ่) หมดเกลี้ยงจริงๆ รถจะดับสนิท และสิ่งที่ตามมาคือ "แบตเตอรี่ 12V (ลูกเล็ก)" จะไม่ได้รับการชาร์จไฟ
เมื่อแบต 12V หมด สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ
- ประตูรถล็อกตาย เปิดไม่ได้ (ระบบไฟฟ้าดับ)
- หน้าจอดับ เบรกมือไฟฟ้าปลดไม่ได้
- เข้าเกียร์ว่าง (N) ไม่ได้! ทำให้เข็นรถไม่ได้ ลากรถไม่ได้ ต้องใช้ล้อเลื่อน (Dolly) มายกรถเท่านั้น สร้างความลำบากให้รถสไลด์สุดๆ
How to เอาตัวรอด เมื่อเห็นเลข 0%
- ตั้งสติและชิดซ้ายทันที: อย่าหวังน้ำบ่อหน้าเพื่อไปหาปั๊มถัดไป หากไม่มั่นใจว่าไปถึงแน่ๆ ให้หาไหล่ทางที่ปลอดภัย หรือจุดชุมชนเพื่อจอดรถก่อน
- อย่าดับเครื่อง (ถ้ายังไม่ถึงที่ปลอดภัย): เพราะถ้าดับแล้ว อาจจะสตาร์ทไม่ติดอีกเลย
- โทรเรียกรถสไลด์ (Flatbed) เท่านั้น: ห้ามให้เพื่อนเอารถมาลากจูงเด็ดขาด เพราะมอเตอร์รถ EV จะปั่นไฟกลับขณะล้อหมุน อาจทำให้อินเวอร์เตอร์ระเบิดหรือพังได้ ต้องยกรอยทั้งคันเท่านั้น
- ขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน: ปัจจุบันมีบริการ Emergency Mobile Charging (รถชาร์จเคลื่อนที่) จากค่ายรถหรือประกันภัย ให้มาเติมไฟพอวิ่งได้ เพื่อประคองรถไปสถานีชาร์จ
แม้รถ EV จะมี "ก๊อกสอง" ให้เราวิ่งต่อได้หลัง 0% แต่การทำแบบนี้บ่อยๆ จะทำให้ "สุขภาพแบตเตอรี่เสื่อมไว" อย่างถาวร ทางที่ดีควรวางแผนการเดินทางให้มีแบตเหลือไม่ต่ำกว่า 10-20% เสมอ เพื่อถนอมรถคู่ใจให้อยู่กับเราไปนานๆ หรือใช้หลัก 30 - 80 คือต้องชาร์จช่วง 30% และห้ามเกิน 80% รับรอแบตเตอรี่ใช้ได้นาน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี






