เราควร "ล้างแอร์รถยนต์" บ่อยแค่ไหน? คนใช้รถควรรู้

เราควร "ล้างแอร์รถยนต์" บ่อยแค่ไหน? คนใช้รถควรรู้

เราควร "ล้างแอร์รถยนต์" บ่อยแค่ไหน? คนใช้รถควรรู้
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เมืองไทย! เป็นประเทศที่เรียกว่ามีอากาศที่ร้อนพอสมควรทำให้รถยนต์ทุกคันต้องมีการติดตั้ง "แอร์ในรถยนต์" ที่เรียกว่าเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งอุปกรณ์ส่วนนี้เราต้องดูแลเหมือนกับแอร์บ้าน! คำถามคือ แอร์รถต้องล้างเมื่อไหร่ เพราะเวลาเอารถเข้าศูนย์มักจะถามให้เราสงสัย วันนี้ Sanook Auto จะมาบอกกันว่าควรล้างแอร์รถ บ่อยแค่ไหน? และแอร์รถควรล้างเมื่อไหร่ดีที่สุด?

ควรล้างแอร์รถ บ่อยแค่ไหน?

ต้องบอกว่า ตามมาตรฐานทั่วไปและคำแนะนำจากช่างผู้เชี่ยวชาญ ควรล้างแอร์รถยนต์ "ทุกๆ 1 ปี หรือทุกๆ 20,000 กิโลเมตร" 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ใช่กฎตายตัว เพราะปัจจัยเรื่อง "สภาพแวดล้อม" มีผลอย่างมาก หากคุณเข้าข่ายพฤติกรรมเหล่านี้ อาจจะต้องล้างแอร์ถี่ขึ้นกับปัจจัยภายนอกเช่น

  • ขับรถในพื้นที่ฝุ่นเยอะ: เขตก่อสร้าง, ถนนลูกรัง หรือพื้นที่ที่มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงเป็นประจำ
  • สูบบุหรี่หรือทานอาหารในรถ: ไอระเหยจากอาหารและควันบุหรี่จะไปจับตัวเป็นเมือกเหนียวที่คอยล์เย็น ทำให้สิ่งสกปรกสะสมเร็วกว่าปกติ
  • ผู้ที่เป็นภูมิแพ้: หากคุณไวต่อฝุ่นและเชื้อรา การล้างแอร์ทุก 6 เดือนจะช่วยเรื่องสุขภาพได้มาก

4 สัญญาณเตือน! ว่ารถคุณ "ตู้แอร์ตัน" และต้องล้างด่วน

ไม่ต้องรอให้ครบปี หากรถคุณมีอาการเหล่านี้ แนะนำให้เช็กทันทีเช่น

  1. แอร์ไม่ฉ่ำ ลมออกเบา: เปิดพัดลมเบอร์แรงสุดแล้ว แต่ลมยังออกมาน้อย หรือมีแต่เสียงพัดลมแต่ลมไม่ออก (อาการตู้แอร์เป็นน้ำแข็ง หรือฝุ่นอุดตันครีบระบายความร้อน)
  2. มีกลิ่นอับชื้น: โดยเฉพาะตอนเริ่มเปิดแอร์ใหม่ๆ หรือมีกลิ่นเปรี้ยว
  3. ภูมิแพ้กำเริบ: นั่งรถทีไร จามหรือคัดจมูกทุกที
  4. เสียงดังผิดปกติ: ได้ยินเสียงกุกกัก หรือเสียงหวีดแหลมออกมาจากช่องแอร์

 ล้างแอร์รถ บ่อยแค่ไหนล้างแอร์รถ บ่อยแค่ไหน

เลือกแบบไหนดี? "ถอดตู้" vs "ไม่ถอดตู้"

เมื่อตัดสินใจจะล้างแอร์รถ ร้านมักจะมี 2 ทางเลือกให้เสมอ ซึ่งมีข้อดี-ข้อเสียต่างกันดังนี้

1. การล้างแบบไม่ถอดตู้ (ใช้เครื่องส่องกล้อง)

  • ข้อดี: สะดวก รวดเร็ว (ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.), ค่าใช้จ่ายถูกกว่า, ไม่ต้องรื้อคอนโซล ลดความเสี่ยงเรื่องสลักหักหรือเสียงก๊อบแก๊บหลังประกอบคืน
  • ข้อเสีย: อาจทำความสะอาดได้ไม่ 100% หากตู้แอร์สกปรกมาก หรือมีเมือกเหนียวเกาะแน่น เครื่องฉีดอาจเข้าไม่ถึงซอกมุมลึกๆ
  • เหมาะสำหรับ: รถใหม่, รถที่ล้างแอร์สม่ำเสมอ (Maintenance) และตู้แอร์ยังไม่ตันมาก

2. การล้างแบบถอดตู้ (รื้อคอนโซล)

  • ข้อดี: สะอาด 100% เพราะสามารถนำคอยล์เย็นออกมาฉีดล้างข้างนอกได้ทุกซอกทุกมุม, สามารถตรวจสอบรอยรั่วของตู้แอร์ได้ทันที
  • ข้อเสีย: ใช้เวลานาน (บางรุ่นต้องทิ้งรถไว้), ค่าใช้จ่ายสูงกว่า, ต้องใช้น้ำยาแอร์ใหม่ และต้องอาศัยความชำนาญของช่างในการประกอบคอนโซลกลับเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย
  • เหมาะสำหรับ: รถเก่า, รถที่แอร์ตันหนักมาก, รถที่มีกลิ่นเหม็นรุนแรง หรือรถที่ต้องการเช็กระบบรั่วซึมไปในตัว

 

วิธียืดอายุแอร์รถยนต์ ง่ายๆ ด้วยตัวเอง

หากคุณอยากจะยื่ดอายุการใช้งานรนอกจากการล้างแอร์รถนั้นจะต้องทำสิ่งต่างๆ ดังนี้

  • เปลี่ยนกรองแอร์ตามระยะ: กรองแอร์คือด่านแรกที่กันฝุ่นไม่ให้เข้าตู้แอร์ ควรเปลี่ยนทุก 10,000 - 15,000 กม.
  • ปิด A/C ก่อนถึงที่หมาย: ก่อนดับเครื่องยนต์สัก 2-3 นาที ให้กดปิดปุ่ม A/C (ตัดคอมเพรสเซอร์) แต่เปิดพัดลมแรงสุด เพื่อไล่ความชื้นออกจากตู้แอร์ ช่วยลดการสะสมของเชื้อราและกลิ่นอับได้ดีเยี่ยม
  • เลี่ยงน้ำหอมระเหยแบบเจล: สารระเหยในน้ำหอมบางชนิด เมื่อเข้าไปในระบบแอร์ที่เย็นจัด จะเปลี่ยนสถานะเป็นเมือกเหนียวเกาะที่ตู้แอร์ ทำให้ตันไวขึ้น

สรุปแล้ว การล้างแอร์ไม่ใช่แค่เรื่องความเย็น แต่เป็นเรื่องของสุขภาพทางเดินหายใจของผู้ขับขี่ ดังนั้นถ้าเริ่มรู้สึกว่า "แอร์มีกลิ่น" หรือ "ลมเบาลง" อย่าฝืนใช้ต่อ รีบนำรถเข้าเช็กก่อนที่ระบบจะเสียหายลามไปถึงคอมเพรสเซอร์ ซึ่งจะเป็นเรื่องใหญ่มากจนทำให้คุณจ่ายไม่ไหวก็ได้เช่นเดียวกัน

อ่านเพิ่มเติม:

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล