รู้ทัน “รถเหินน้ำ” อันตรายที่ต้องระวังในช่วงหน้าฝน ที่คนขับมักไม่ระวัง
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/au/0/ud/19/96823/health-2025-11-03t131233.47.jpgรู้ทัน “รถเหินน้ำ” อันตรายที่ต้องระวังในช่วงหน้าฝน ที่คนขับมักไม่ระวัง

รู้ทัน “รถเหินน้ำ” อันตรายที่ต้องระวังในช่วงหน้าฝน ที่คนขับมักไม่ระวัง

แชร์เรื่องนี้

"รถเหินน้ำ" อันตรายเงียบที่ผู้ขับขี่ต้องระวังในช่วงหน้าฝน

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝน สิ่งที่มาคู่กันเสมอคือสภาพการจราจรที่ติดขัดและทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ลดลง แต่มีอันตรายเงียบ ๆ ที่ผู้ขับขี่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ "อาการรถเหินน้ำ" หรือที่เรียกว่า Hydroplaning ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงบนถนนเปียก การทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมรับมือกับอาการรถเหินน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน

รถเหินน้ำคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร?

อาการรถเหินน้ำคือภาวะที่ยางรถยนต์ไม่สามารถรีดน้ำที่ขังอยู่บนพื้นผิวถนนได้ทัน สาเหตุนี้ทำให้เกิดชั้นฟิล์มบาง ๆ ของน้ำเข้ามาแทรกอยู่ระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน ส่งผลให้ยางรถยนต์ สูญเสียการยึดเกาะ อย่างสิ้นเชิงและเหมือนกับกำลัง "ลอย" อยู่เหนือน้ำชั่วขณะ

ในสถานการณ์นี้ ผู้ขับขี่จะสูญเสียการควบคุมทิศทางของรถโดยทันที ไม่สามารถหักเลี้ยวหรือเบรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเกิดขึ้นขณะใช้ความเร็วสูงก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอย่างมาก

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเหินน้ำ 

อาการเหินน้ำไม่ได้เกิดจากฝนตกอย่างเดียว แต่มาจากปัจจัยหลายอย่างที่ทำงานร่วมกัน ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนทำให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนของยางลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อต้องเจอน้ำ

ความเร็วในการขับขี่

นี่คือปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดอาการรถเหินน้ำ เพราะยิ่งขับเร็ว ยางจะต้องรีดน้ำออกจากใต้ล้อในปริมาณที่มากและเร็วยิ่งขึ้น หากยางไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้ทันท่วงที ก็จะเกิดการเหินน้ำได้ง่าย โดยส่วนใหญ่อาการนี้มักจะเกิดขึ้นเมื่อใช้ความเร็วตั้งแต่ $60$ กม./ชม. ขึ้นไป

สภาพของยางรถยนต์

  • ดอกยางสึกหรอหรือตื้น: ดอกยางมีหน้าที่สำคัญในการระบายน้ำ หากดอกยางตื้นมาก ประสิทธิภาพในการรีดน้ำจะลดลงอย่างมาก ทำให้เกิดชั้นน้ำใต้ล้อได้ง่าย
  • ลมยางไม่เหมาะสม: หากลมยางอ่อนเกินไป จะทำให้หน้ายางไม่สามารถรีดน้ำออกด้านข้างได้ดีเท่าที่ควร ซึ่งเพิ่มโอกาสการเกิดอาการเหินน้ำได้เช่นกัน

ปริมาณน้ำและสภาพของถนน

ถนนที่มีแอ่งน้ำขังลึก หรือมีน้ำท่วมขังปริมาณมากย่อมมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ นอกจากนี้ พื้นผิวถนนที่เป็นคอนกรีตเรียบจะมีความเสี่ยงมากกว่าถนนยางมะตอย ผู้ขับขี่จึงควรสังเกตสภาพถนนอย่างใกล้ชิด

วิธีป้องกันและรับมือเมื่อรถเกิดอาการเหินน้ำ

การป้องกันคือวิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุจากอาการรถเหินน้ำ อย่างไรก็ตาม หากเผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้ ผู้ขับขี่ควรมีสติและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องตามขั้นตอน

1. การป้องกันที่ดีที่สุด (ก่อนเกิดเหตุ)

  • ลดความเร็วทันทีที่ฝนตก: เมื่อถนนเปียก ควรชะลอความเร็วลงและขับขี่ด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อให้ยางมีเวลาในการรีดน้ำมากขึ้น
  • ตรวจสอบสภาพยางสม่ำเสมอ: ควรตรวจเช็กความลึกของดอกยาง และแรงดันลมยางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามคู่มือรถ เพื่อรักษาประสิทธิภาพการรีดน้ำที่ดีที่สุด
  • หลีกเลี่ยงแอ่งน้ำขนาดใหญ่: หากเห็นแอ่งน้ำที่ขังลึก ควรเปลี่ยนเลนเพื่อหลีกเลี่ยง หรือขับผ่านด้วยความเร็วต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้

2. การรับมืออย่างถูกต้อง (เมื่อเกิดอาการเหินน้ำ)

หากคุณเริ่มรู้สึกว่าพวงมาลัยเบาผิดปกติ หรือช่วงท้ายรถเริ่มปัด นั่นคือสัญญาณของอาการเหินน้ำ สิ่งที่ต้องทำคือการควบคุมสติและดำเนินการตามนี้:

สิ่งแรกคือ ห้ามตื่นตระหนก และค่อย ๆ ถอนเท้าออกจากคันเร่ง เพื่อให้ความเร็วของรถลดลงเองอย่างช้า ๆ ห้ามเหยียบเบรกกะทันหัน โดยเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้รถเสียการควบคุมและอาจหมุนได้

ขณะเดียวกัน ให้จับพวงมาลัยให้มั่นคงและตรง เพื่อบังคับให้รถอยู่ในทิศทางที่ต้องการไป ห้ามหักเลี้ยวแรง จนกว่าจะรู้สึกว่ายางกลับมาสัมผัสกับพื้นผิวถนนและรถเริ่มมีการยึดเกาะอีกครั้ง หากจำเป็นต้องเบรกจริง ๆ สำหรับรถที่ไม่มีระบบ ABS ให้ใช้วิธี "แตะเบรกเบา ๆ" เป็นจังหวะ

อาการรถเหินน้ำเป็นภัยใกล้ตัวในฤดูฝนที่ต้องใส่ใจ การเตรียมความพร้อมของรถและการปรับพฤติกรรมการขับขี่ให้ช้าลงและเพิ่มความระมัดระวังบนถนนเปียกให้มากขึ้น คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ทุกคนเดินทางได้อย่างปลอดภัยตลอดช่วงฤดูฝน