ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตอนฝนตก อันตรายไหม? เสี่ยงไฟดูดไหม

ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตอนฝนตก อันตรายไหม? เสี่ยงไฟดูดไหม

ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตอนฝนตก อันตรายไหม? เสี่ยงไฟดูดไหม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หากคุณใช้รถยนต์ไฟฟ้า หลุดจากแยกรถติดสุดๆ ด้วยไฟเหลือน้อยจนเรียกว่าขับต่อไปไม่ถึงเป้าหมายแน่นอนแล้ว แวะจอดรถพักที่จุดชาร์จแต่ฝนเจ้ากรรมก็มาตกก่อนที่คุณจะเสียบชาร์จไฟ หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วฝนตกแบบนี้จะชาร์จไฟรถได้ไหม วันนี้ Sanook Auto มีคำตอบและวิธีปฏิบัติเวลาจะชาร์จไฟเมื่อฝนตกกัน

ฝนตกชาร์จไฟรถไฟฟ้าได้ไหม?

หากคุณเจอฝนตกแล้วต้องเสียบชาร์จไฟนั้นต้องบอกว่า สามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าของคุณขณะฝนตกได้อย่างปลอดภัย วิศวกรผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตเครื่องชาร์จได้ออกแบบระบบมาให้ทนทานต่อสภาพอากาศที่เลวร้าย รวมถึงฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในระดับหนึ่งอยู่แล้ว โดยมีระบบป้องกันความปลอดภัยหลายชั้นที่ทำงานร่วมกัน

gettyimages-1280195481-170667 

ทำไมถึงปลอดภัย? ได้ทั้งๆ ที่โดนน้ำเยอะ

เหตุผลที่ทำให้การชาร์จรถ EV กลางสายฝนนั้นปลอดภัย มาจาก 4 หัวใจหลักด้านวิศวกรรมและความปลอดภัยดังนี้ครับ

1. ออกแบบมาเพื่อกันน้ำโดยเฉพาะ (Weatherproof Design) ทั้งตัวรถบริเวณช่องชาร์จและหัวชาร์จ (Connector) ถูกออกแบบมาให้กันน้ำโดยเฉพาะ มีการซีลยางและพลาสติกอย่างแน่นหนาในจุดเชื่อมต่อที่สำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำสามารถเล็ดลอดเข้าไปสัมผัสกับวงจรไฟฟ้าด้านในได้

2. มาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น (IP Rating) อุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทุกชิ้นต้องผ่านมาตรฐานสากลที่เรียกว่า IP Rating (Ingress Protection) ซึ่งเป็นค่าที่บอกระดับการป้องกันของแข็งและของเหลว โดยหัวชาร์จและช่องชาร์จของรถ EV ส่วนใหญ่จะมีมาตรฐานอยู่ที่ IP55 ขึ้นไป

  • เลข 5 ตัวแรก: ป้องกันฝุ่นได้ดี
  • เลข 5 ตัวหลัง: ป้องกันการฉีดน้ำแรงดันต่ำได้จากทุกทิศทาง (ซึ่งเพียงพอสำหรับฝนตกหนัก) บางรุ่นอาจมีมาตรฐานสูงถึง IP67 ซึ่งสามารถจมน้ำลึก 1 เมตร ได้ชั่วคราวเลยทีเดียว

3. ระบบจะยังไม่ปล่อยกระแสไฟ จนกว่าจะเชื่อมต่อสมบูรณ์ ถือเป็นระบบความปลอดภัยที่สำคัญที่สุด! กระแสไฟฟ้าจะยังไม่ถูกปล่อยออกจากตู้ชาร์จจนกว่าจะเกิดการสื่อสารที่สมบูรณ์แบบระหว่างรถกับเครื่องชาร์จ หรือที่เรียกว่า "Digital Handshake"

  • ขั้นตอนที่ 1: คุณเสียบหัวชาร์จเข้ากับตัวรถ (ณ ตอนนี้ยังไม่มีไฟฟ้าที่ขั้วชาร์จ)
  • ขั้นตอนที่ 2: ระบบของรถและเครื่องชาร์จจะสื่อสารกันเพื่อตรวจสอบว่าการเชื่อมต่อแน่นหนา ปลอดภัย และสมบูรณ์แล้ว
  • ขั้นตอนที่ 3: เมื่อระบบยืนยันความปลอดภัย กระแสไฟฟ้าจึงจะเริ่มไหลเข้าสู่ตัวรถ หากคุณดึงหัวชาร์จออกกะทันหัน หรือการเชื่อมต่อหลุดหลวม ระบบจะตัดการจ่ายไฟในทันที คุณจึงไม่มีทางสัมผัสกับกระแสไฟฟ้าจากปลายหัวชาร์จที่ยังไม่ได้เสียบเข้ากับรถได้อย่างแน่นอน

4. ระบบตัดไฟรั่วและสายดิน (Ground Fault Protection) ทั้งในตัวรถและตู้ชาร์จจะมีระบบป้องกันไฟรั่ว (Ground Fault Circuit Interrupter - GFCI) ติดตั้งอยู่ หากระบบตรวจจับได้ว่ามีกระแสไฟรั่วไหลออกจากวงจรแม้เพียงเล็กน้อย (เช่น รั่วผ่านน้ำ) ระบบจะทำการตัดไฟทันทีภายในเสี้ยววินาที เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้งาน

 gettyimages-2184483050-170667

ข้อแนะนำเพิ่มเติมในการชาร์จไฟรถไฟฟ้า

แม้ว่าระบบจะถูกออกแบบมาอย่างปลอดภัย แต่เพื่อความมั่นใจสูงสุด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ที่ทำให้ปลอดภัยมากขึ้นดังนี้

  • ตรวจสอบสภาพอุปกรณ์: ก่อนชาร์จควรดูสภาพสายชาร์จและหัวชาร์จว่าไม่มีรอยแตกหรือความเสียหาย
  • หลีกเลี่ยงน้ำท่วมขังสูง: แม้จะกันน้ำได้ แต่ไม่ควรยืนชาร์จในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังสูงๆ
  • สะบัดน้ำที่หัวชาร์จ: หากมีน้ำเกาะที่หัวชาร์จเยอะ ให้สะบัดออกเล็กน้อยก่อนเสียบเข้ากับตัวรถ
  • ไม่ใช้ปลั๊กพ่วง: ห้ามใช้ปลั๊กพ่วงบ้านธรรมดาในการชาร์จรถ EV เด็ดขาด ควรชาร์จจากตู้ชาร์จหรือ Wallbox ที่ติดตั้งอย่างถูกวิธีเท่านั้น

บทสรุป ครั้งต่อไปที่คุณจำเป็นต้องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในวันที่ฝนตก ก็สามารถทำได้อย่างสบายใจได้เลย เพราะเทคโนโลยีและมาตรฐานความปลอดภัยที่ถูกคิดค้นมานั้น มีเพื่อรองรับสถานการณ์เช่นนี้อยู่แล้วครับ

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล