ADAS คืออะไร? ระบบความปลอภัยที่รถเดี๋ยวนี้ต้องมี

หากคุณกำลังมองหารถยนต์คันใหม่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ เชื่อว่าจะต้องเคยได้ยินหรือเห็นคำว่า "ADAS" ผ่านหูผ่านตามาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นในโบรชัวร์ รีวิวรถยนต์ หรือจากพนักงานขายที่ต่างชูให้เป็นจุดเด่นสำคัญของรถ และอาจจะสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่? ทำไมจู่ๆ รถยนต์แทบทุกคันในตลาดถึงมีระบบนี้ติดตั้งมาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งวันนี้ Sanook Auto พาคุณมารู้จักกันครับ

ADAS คืออะไร
ก่อนอื่นต้องรู้จักกับคำว่า ADAS (Advanced Driver-Assistance Systems) หรือในชื่อภาษาไทยคือ "ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง" คือกลุ่มของเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาเพื่อ "ช่วยเหลือ" ผู้ขับขี่ให้สามารถควบคุมรถได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนมีผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยสอดส่องและประมวลผลสถานการณ์รอบตัวรถอยู่ตลอดเวลา
โดยหลัง ADAS คือการใช้เซ็นเซอร์ต่างๆ เช่น กล้อง, เรดาร์ และบางครั้งอาจมี LiDAR เข้ามาช่วยสแกนสภาพแวดล้อมรอบคัน เพื่อตรวจจับวัตถุ, รถคันอื่น, คนเดินถนน หรือแม้กระทั่งเส้นแบ่งเลนบนถนน จากนั้นสมองกลของรถ (ECU) จะนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลแบบเรียลไทม์ หากพบความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ ระบบจะทำการ "แจ้งเตือน" หรือในบางสถานการณ์อาจ "เข้าควบคุม" รถยนต์บางส่วน เช่น การเบรกหรือการหมุนพวงมาลัย เพื่อหลีกเลี่ยงหรือลดความรุนแรงของอุบัติเหตุ

ทำไม ADAS ถึงกลายเป็น "ของมันต้องมี" ในรถยุคใหม่?
จากที่เคยเป็นเทคโนโลยีราคาแพงที่มีให้เห็นเฉพาะในรถยนต์หรู ปัจจุบัน ADAS ได้กลายมาเป็นฟีเจอร์พื้นฐานที่พบได้แม้ในรถยนต์ระดับ Eco-car เหตุผลหลักๆ มีดังนี้
- ต้นทุนเทคโนโลยีที่ถูกลง: เซ็นเซอร์และชิปประมวลผลที่เคยมีราคาสูง ตอนนี้มีต้นทุนการผลิตที่ถูกลงมาก ทำให้ผู้ผลิตสามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใส่ในรถยนต์รุ่นเริ่มต้นได้โดยไม่กระทบต่อราคาขายมากนัก
- มาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น: หน่วยงานทดสอบความปลอดภัยรถยนต์ทั่วโลกอย่าง NCAP (New Car Assessment Programme) ให้คะแนนความปลอดภัยสูงขึ้นกับรถยนต์ที่มีระบบ ADAS ทำให้ค่ายรถยนต์ต่างแข่งขันกันติดตั้งระบบนี้เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
- การแข่งขันในตลาดที่ดุเดือด: เมื่อมีค่ายรถยนต์หนึ่งเริ่มติดตั้ง ADAS ในรถยนต์ของตนเอง ค่ายอื่นๆ ก็จำเป็นต้องพัฒนาและใส่เข้ามาในรถของตัวเองเพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการไปโดยปริยาย
- เป็นระบต้นที่จะทำให้เกิดการขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Driving): เทคโนโลยีและข้อมูลที่ได้จากระบบ ADAS คือบันไดขั้นสำคัญในการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับในอนาคต การติดตั้งระบบนี้ในรถยนต์จำนวนมากจึงเป็นการเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

รู้จักฟังก์ชันเด่นๆ ในระบบ ADAS
แม้จะเรียกรวมๆ ว่า ADAS แต่ภายในนั้นประกอบไปด้วยระบบย่อยๆ หลายอย่าง ที่เรามักจะได้ยินชื่อบ่อยๆ ได้แก่
- ACC (Adaptive Cruise Control): ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ไม่ใช่แค่ล็อกความเร็วคงที่ แต่จะรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าให้โดยอัตโนมัติ หากคันหน้าชะลอ รถเราก็จะชะลอตาม และเมื่อคันหน้าเร่ง รถเราก็จะกลับไปสู่ความเร็วที่ตั้งไว้ (บางรุ่นทำงานจนถึงจุดหยุดนิ่ง หรือที่เรียกว่า Stop & Go)
- AEB (Autonomous Emergency Braking): ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ หากเซ็นเซอร์ตรวจจับว่ารถกำลังจะชนกับวัตถุด้านหน้า แต่ผู้ขับขี่ยังไม่เหยียบเบรก ระบบจะส่งสัญญาณเตือนและเบรกให้เองเพื่อหลีกเลี่ยงการชน
- LKA / LDW (Lane Keeping Assist / Lane Departure Warning): ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน โดยใช้กล้องจับเส้นแบ่งเลน หากรถเริ่มเบี่ยงออกจากเลนโดยไม่เปิดไฟเลี้ยว ระบบจะส่งสัญญาณเตือน (LDW) หรือช่วยขยับพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อดึงรถกลับเข้าเลน (LKA)
- BSM (Blind Spot Monitoring): ระบบเตือนมุมอับสายตา จะมีไฟเตือนขึ้นที่กระจกมองข้างเมื่อมีรถคันอื่นอยู่ในเลนข้างๆ ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ขับขี่อาจมองไม่เห็น
- RCTA (Rear Cross Traffic Alert): ระบบเตือนเมื่อมีรถวิ่งผ่านขณะถอยหลัง มีประโยชน์อย่างมากเวลาถอยรถออกจากช่องจอดในห้างสรรพสินค้า
ระบบมีแต่เป็นผู้ช่วยเท่านั้น!
แม้ว่า ADAS จะเป็นเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมและช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อย่างมหาศาล แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ผู้ขับขี่ทุกคนต้องจำไว้คือ มันเป็นเพียง "ระบบช่วยเหลือ" เท่านั้น ผู้ขับขี่ยังคงมีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมรถ 100% และต้องมีสติพร้อมควบคุมรถอยู่ตลอดเวลา เพราะระบบเหล่านี้ยังมีข้อจำกัด เช่น อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพในสภาพอากาศที่ย่ำแย่ (ฝนตกหนัก, หมอกลงจัด) หรือบนถนนที่ไม่มีเส้นแบ่งเลนที่ชัดเจน
ทั้งนี้เราต้องบอกกันว่า ADAS ไม่ใช่แค่ลูกเล่นทางการตลาด แต่เป็นวิวัฒนาการด้านความปลอดภัยที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ การที่รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ต่างติดตั้งระบบนี้มาให้ ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับผู้บริโภค เพราะมันช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ลดความเหนื่อยล้าในการเดินทางไกล และทำให้อุบัติเหตุบนท้องถนนมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลง แต่สุดท้ายเอง การขับรถเราต้องไม่ประมาต ดูความปลอดภัยทั้งตัวเราและเพื่อนร่วมทางก็จะดียิ่งขึ้นนั่นเอง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



