ขับรถชนเสาไฟหัก ต้องจ่ายเท่าไหร่ ประกันคุ้มครองไหม?

ต้องบอกว่าอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่เราหลีกไม่ได้แต่รุ้ไหมว่าถ้าคุณเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงอย่าง "การขับรถชนเสาไฟฟ้า" หลายคนอาจจะคิดว่าแค่จ่ายค่าซ่อมรถตัวเองก็จบ แต่ความจริงแล้ว ค่าเสียหายของทรัพย์สินราชการอย่างเสาไฟฟ้านั้น อาจทำให้คุณกระเป๋าฉีกได้เลยทีเดียว
วันนี้ Sanook Auto มีคำตอบว่าถ้ารถคุณชนเสาไฟฟ้าหักต้องจ่ายเงินเท่าไหร่
รถชนไฟฟ้า 1 ต้นต้องจ่ายไฟเท่าไหร่
หากคุณขับรถชนเสาไฟรถ ก็ต้องต้องทำความเข้าใจก่อนว่า "เสาไฟฟ้า" ไม่ได้มีแค่ตัวเสา แต่ยังพ่วงมาด้วยอุปกรณ์ต่างๆ อีกมากมาย ทำให้ค่าใช้จ่ายไม่ได้มีแค่ราคาเสาต้นเดียว แต่ประกอบไปด้วยหลายส่วน ดังนี้
ค่าเสาไฟฟ้า (คิดตามขนาดและความสูง) ราคาของเสาไฟฟ้าจะแตกต่างกันไปตามประเภทและขนาด โดยทั่วไปแบ่งได้ดังนี้
- เสาไฟฟ้าแรงต่ำ (ขนาด 8-12 เมตร): เป็นเสาที่เห็นได้ทั่วไปตามซอยและถนนรอง ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 10,000 - 50,000 บาท ต่อต้น ขึ้นอยู่กับความสูงและวัสดุ
- เสาไฟฟ้าแรงสูง (ขนาด 12-22 เมตรขึ้นไป): มักจะอยู่ตามถนนใหญ่ มีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่า ราคาจึงสูงขึ้นไปอีก อาจเริ่มต้นที่ 50,000 บาท และอาจสูงถึง 200,000 บาท หรือมากกว่านั้น
ค่าอุปกรณ์ประกอบ (ตัวแปรสำคัญที่ทำให้บานปลาย) นี่คือส่วนที่หลายคนคาดไม่ถึงและเป็นตัวการที่ทำให้ค่าใช้จ่ายพุ่งสูงขึ้นมหาศาล หากเสาไฟฟ้าต้นที่คุณชนมีอุปกรณ์เหล่านี้ติดตั้งอยู่
- หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer): ถือเป็น "แจ็กพอต" ของอุบัติเหตุครั้งนี้เลยก็ว่าได้ เพราะหม้อแปลง 1 ลูก มีราคาสูงมาก ตั้งแต่ หลักแสนปลายๆ ไปจนถึงหลักล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดและการรองรับกระแสไฟ
- สายไฟฟ้าและสายเคเบิล: ค่าใช้จ่ายจะถูกคิดตามความยาวและความเสียหาย
- ลูกถ้วย, อุปกรณ์ยึดโยง, และอื่นๆ: แม้จะเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ แต่เมื่อรวมกันหลายรายการก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย
- สายสื่อสาร (Internet/Cable TV): หากบนเสามีสายอินเทอร์เน็ตหรือเคเบิลทีวีพาดผ่าน คุณอาจต้องรับผิดชอบค่าเสียหายในส่วนนี้ให้กับบริษัทเอกชนอีกด้วย
ค่าดำเนินการและค่าแรงของเจ้าหน้าที่ แน่นอนว่าการไฟฟ้าฯ ต้องส่งทีมเจ้าหน้าที่เข้ามาดำเนินการรื้อถอนและติดตั้งใหม่ ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะถูกคิดเป็น "ค่าแรง" และ "ค่าดำเนินการ" ซึ่งอาจอยู่ที่ประมาณ 2,000 - 10,000 บาท หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของงาน
ถ้าชนแล้วเสาไม่ล้มไม่เป็นไร แต่ถ้าโชคร้าย ชนแค่เสาไฟฟ้าแรงต่ำที่ไม่มีอุปกรณ์อะไรซับซ้อน อาจจบที่ 20,000 - 60,000 บาท แต่ถ้าเป็นเสาใหญ่ที่มีหม้อแปลงไฟฟ้าพ่วงอยู่ด้วย ตัวเลขอาจพุ่งไปถึง 500,000 - 1,000,000+ บาท ได้เลยทีเดียว
เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น! ต้องทำอย่างไร?
- ตั้งสติและตรวจสอบความปลอดภัย: สิ่งแรกคือดูแลตัวเองและผู้โดยสาร หากมีผู้บาดเจ็บให้รีบโทรเรียกรถพยาบาล (1669) และอย่าเพิ่งลงจากรถหากไม่แน่ใจว่ามีสายไฟขาดหรือกระแสไฟรั่วหรือไม่
- แจ้งตำรวจ (191) และบริษัทประกันทันที: ห้ามหนีเด็ดขาด! เพราะเป็นทรัพย์สินของทางราชการ ให้รีบแจ้งตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวัน และที่สำคัญที่สุดคือ "โทรหาประกัน"
- รอเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า: ตำรวจจะประสานงานไปยังการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มาประเมินความเสียหาย
- ให้ประกันจัดการ: หากคุณทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 ไว้ สบายใจได้เลย เพราะบริษัทประกันจะเข้ามาเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหายของบุคคลที่สาม (ในที่นี้คือการไฟฟ้าฯ) ตามวงเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์
ประกันภัยช่วยได้แค่ไหน?
หลายคนที่รถชนไม่ได้เกิดจากการเมาแล้วขับหาพลาดท่าไปชนเสาไฟ ประกันจะคุ้มครองหรือไม่ แต่ละชั้นเป็นอย่างไร เรามาดูกันกับแต่ละชั้น
- ประกันชั้น 1: คุ้มครองครบ ทั้งรถเราและทรัพย์สินคู่กรณี (เสาไฟฟ้า) ประกันจะจ่ายให้ตามจริงแต่ไม่เกินวงเงินคุ้มครอง
- ประกันชั้น 2+ และ 3+: โดยทั่วไปจะคุ้มครองเฉพาะอุบัติเหตุแบบ "รถชนรถ" เท่านั้น กรณีชนเสาไฟฟ้า จะไม่คุ้มครองค่าเสียหายของเสาไฟฟ้า คุณต้องจ่ายเองเต็มๆ
- ประกันชั้น 3: คุ้มครองเฉพาะคู่กรณี (จ่ายค่าเสาไฟฟ้าให้) แต่ไม่ซ่อมรถเรา
ฉะนั้นแล้ว อุบัติเหตุจากการขับรถชนเสาไฟฟ้าไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย เพราะค่าเสียหายนั้นสูงกว่าที่หลายคนคิดไว้มาก การทำ ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะช่วยคุ้มครองค่าซ่อมรถของคุณแล้ว ยังช่วยจัดการกับค่าเสียหายของทรัพย์สินบุคคลภายนอกที่อาจสูงจนคุณคาดไม่ถึงได้อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การป้องกันที่ดีที่สุดคือการขับขี่อย่างมีสติ ไม่ประมาท เคารพกฎจราจร และ "เมาไม่ขับ" เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวคุณเองและทรัพย์สินส่วนรวมครับ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


